Jump to content
News Ticker
  • ประกาศจากทีม straff
  • สาเหตุที่เพื่อนสมาชิกไม่เข้าเกณฑ์
  • พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ โดยภาคตะวันออกเฉียงหนือ มีฝนมากกว่าบริเวณอื่น สำหรับภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปจะมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง ในช่วงวันที่ 20-22 ต.ค. 2561 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนเข้าสู่อ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และเกษตรกรระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย
Sign in to follow this  
apache

มาฟัง Hi-Res.กันเถอะ

Recommended Posts

Hi-res-01.jpg

All About “Hi-Res Audio”


เดี๋ยวนี้เวลาฟังเพลงเราจะเห็นแต่คนคุยกันเกี่ยวกับเรื่องไฟล์เพลงแบบ Hi-Res (หรือที่เรียกกันเต็มยศว่า High-resolution) กันเป็นเรื่องปกติไปแล้วนะครับ ถือได้ว่าไฟล์เพลงลักษณะนี้เป็นอาหารจานหลักกันไปแล้ว ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มนักฟังเพลงที่ซีเรียสหน่อย เชื่อได้ว่าไฟล์เพลงอย่างพวก MP3 นี่ไม่มีทางได้ระคายหูพวกเค้าแน่นอน สำหรับใครที่พึ่งตบเท้าก้าวเข้ามาในวงการ เราจะพาไปทำความรู้จักกับไฟล์ท่ีเรียกว่า Hi-Res กันอีกซักรอบนะครับ

ทำไมต้องฟังเพลงแบบ Hi-Res? มันดียังไง แตกต่างกับไฟล์เพลงปกติแค่ไหน? น่าจะเป็นคำถามที่หลายๆคนยังสงสัยกันอยู่ เอาเป็นว่าเรามาค่อยๆทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของไฟล์เพลงแบบ Hi-Res กันไปทีละสเต็ปก็แล้วกันนะครับ

High-Resolution Audio คืออะไร?

140702_hi-res-logo-300x300.jpg

เริ่มกันด้วยความหมายของคำว่า High-Resolution Audio ก่อนก็แล้วว่ามันมีความหมายว่าอะไร จริงๆแปลตรงตัวเอาทื่อๆเลยว่า “ไฟล์เสียงความละเอียดสูง” ก็ไม่ได้มีอะไรผิดซะทีเดียวนะครับ ฮ่าๆ แต่ทาง Digital Entertainment Group, Consumer Electronics Association, The Recording Academy รวมถึงบรรดาค่ายเพลงต่างๆ ได้ให้นิยามของคำๆนี้ว่า “ไฟล์เสียงที่สามารถถ่ายทอดคุณภาพได้เทียบเท่ากับไฟล์มาสเตอร์ต้นฉบับหรือเรียกว่าคุณภาพเสียงดีกว่าแผ่นซีดี” นั่นเองครับ

โดยปกติแผ่นซีดีนั้นจะมีค่าของ Bit Rate อยู่ที่ 16 Bit และ Sample Rate อยู่ที่ 44.1 kHz ซึ่งจะเรียกว่าเป็นค่ามาตราฐานของ Digital Music ที่ใช้กันมาอย่างยาวนานแล้วก็ว่าได้ แต่ในปัจจุบัน Hi-Res Audio จะมีค่า Bit และ Sample Rate สูงกว่าแผ่นซีดีไปเยอะมากแล้วครับ

วกกันมาที่เรื่องของ Bit & Sample Rate กันเล็กน้อย ขออธิบายอย่างรวบรัดเผื่อใครที่ยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ Bit & Sample Rate นั้นจะเป็นการเก็บค่าสัญญาณไฟฟ้าหรือเรียกว่าสัญญาณอะนาลอคก็ว่าได้ ให้กลายมาเป็นค่าทางดิจิตอล ยิ่งค่า Bit และ Sample Rate สูงก็แสดงว่าเราสามารถจำลองสัญญาณเสียงอะนาลอคมาได้ครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ (ถ้าใครอยากอ่านเรื่องนี้ละเอียดขึ้นอีกนิดลองตามลิงค์ What is Jitter เข้าไปนะครับ)

ค่า Bit Rate ของแผ่นซีดีซึ่งเคยอยู่ที่ 16 Bit พอมาเป็นไฟล์แบบ Hi-Res ก็จะกระเด้งไปอยู่ที่ 24 Bit ส่วน Sample Rate จากเดิม 44.1kHz ก็จะสามารถไต่ระดับความละเอียดไปได้ตั้งแต่ 48kHz, 96kHz หรือ 192kHz เลยทีเดียว แต่ยิ่งไฟล์ความละเอียดสูงมากเท่าไหร่เราก็ต้องแลกมาด้วยขนาดของไฟล์ที่จะใหญ่โตตามไปด้วยครับ

ประเภทของไฟล์

file_formats-300x103.jpgCr.What Hi-Fi

ไฟล์เสียงที่เรานิยมใช้ฟังเพลงกันทุกวันนี้ค่อนข้างจะมีหลากหลายเลยทีเดียวครับ แต่ที่ค่อนข้างจะได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายก็น่าจะเป็นชุดที่อยู่ในรูปนี่ล่ะครับ ซึ่งก็มีทั้งแบบที่เป็นไฟล์ Hi-Res และไม่ใช่ไฟล์ Hi-Res

MP3 (ไม่ใช่ไฟล์ Hi-Res) : ไฟล์เพลงยอดนิยมที่ประชาชนชอบใช้กัน จัดว่าเป็นไฟล์ประเภท Lossy หรือไฟล์ที่ถูกบีบอัดจนเสียคุณภาพเสียงบางส่วนไป ข้อดีคือไฟล์มีขนาดเล็ก เหมาะแก่การเก็บไว้ฟังในสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นเพลงทั่วไป

AAC (ไม่ใช่ไฟล์ Hi-Res) : เป็นไฟล์ Lossy อีกแบบนึงซึ่งคล้ายกับ MP3 แต่ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า มักจะใช้กันในฝั่งของค่าย Apple ทั้งการดาวน์โหลดเพลงผ่าน iTunes และการฟังเพลงผ่าน Apple Music streaming รวมถึงทางฝั่งของ Youtube ด้วย

WAV (ไฟล์ Hi-Res) : ถือเป็นไฟล์คุณภาพมาตราฐานของแผ่นซีดี ให้คุณภาพเสียงที่ดีแต่ก็ต้องแลกมาด้วยขนาดของไฟล์ที่ใหญ่โตมโหฬาร ข้อเสียคือบรรจุพวก Metadata อย่างปกอัลบั้ม หรือรายละเอียดข้อมูลบางอย่างลงไปในไฟล์ไม่ได้

AIFF (ไฟล์ Hi-Res) : คู่แข่งของไฟล์ WAV ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดย Apple อีกเช่นกัน ขนาดของไฟล์ก็ใหญ่โตไม่แพ้กัน แต่เป็นมิตรกับการใส่ข้อมูล Metadata มากกว่า

FLAC (ไฟล์ Hi-Res) : ถูกออกแบบมาให้คุณภาพเทียบเท่าไฟล์ WAV แต่ว่ากินพื้นที่เก็บข้อมูลน้อยกว่า ด้วยเทคนิคการบีบอัดข้อมูลเฉพาะตัว ทำให้ไฟล์มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ได้คุณภาพเสียงดีเช่นเดิม (lossless compression) แถมยังสามารถใส่ข้อมูล Metadata ได้อย่างไม่มีปัญหา ถือว่าเป็นประเภทไฟล์ Hi-Res ที่นิยมมากในปัจจุบัน

ALAC (ไฟล์ Hi-Res) : เป็นไฟล์ประเภท lossless เช่นเดียวกับ FLAC แต่ทาง Apple เป็นผู้ผลิตขึ้นมา (อีกแล้วครับท่าน) คุณสมบัติเหมือนกับ FLAC ทุกประการเพียงแต่เป็นมิตรกับ iTunes และ iOS มากกว่าครับ

DSD (ไฟล์ Hi-Res) : เป็นไฟล์ประเภท single-bit ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้กับ Super Audio CD เป็นรูปแบบไฟล์ที่ให้ความละเอียดสูงมากๆ เช่น 2.8mHz, 5.6mHz หรือ 11.2mHz แต่ก็ยังถือว่าไม่เป็นที่นิยมในวงกว้างมากนัก

MQA (ไฟล์ Hi-Res) : เป็นไฟล์ Lossless รุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้กับการ Streaming หรือการฟังเพลงแบบออนไลน์ ปัจจุบันหาฟังได้จาก Tidal แต่ก็ยังถือว่าได้รับความนิยมน้อยอยู่ดี

บางคนอาจจะสงสัยว่า เฮ๊ย? พวกไฟล์ WAV หรือ FLAC นี่มันนับเป็นไฟล์ Hi-Res กับเค้าด้วยหรอ นึกว่ามีแต่ DSD ที่ถือว่าเป็นไฟล์ระดับ Hi-Res ก็ต้องขอบอกว่าไฟล์ที่มีคุณภาพ Bit และ Sample Rate สูงกว่ามาตราฐานแผ่นซีดีที่ 16bit 44.1kHz ขึ้นไปก็ถือว่าเป็นไฟล์ Hi-Res เช่นเดียวกันครับ ถ้าลองเข้าไปดูตามเวปที่ขายไฟล์เพลง Hi-Res เราจะเห็นไฟล์เพลงอย่าง WAV, AIFF หรือ FLAC ขายกันที่ความละเอียดระดับ 24bit 96kHz ให้เลือกซื้อด้วยครับ

แล้ว Hi-Res Audio มันดียังไง?

hra-300x179.jpg

แน่นอนอยู่แล้วว่าไฟล์แบบ Hi-Res ย่อมดีกว่าในเรื่องของคุณภาพเสียงแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับการฟังเพลงในรูปแบบของ Lossy File หรือไฟล์เสียงที่ถูกบีบอัดมาแล้วมากกว่า (อย่างเช่น MP3) การฟังเพลงผ่านผู้ให้บริการ Streaming อย่าง Apple Music หรือ Spotify ก็จะเป็นการฟังเพลงที่ถูกบีบอัดเพื่อให้ข้อมูลมีขนาดเล็กเช่นกัน ยกตัวอย่าง Apple Music จะใช้ไฟล์แบบ AAC ที่ความละเอียด 256kbps ส่วน Spotify ก็จะเป็นไฟล์ Ogg Vorbis ที่ความละเอียด 320kbps

ซึ่งการฟังเพลงผ่านไฟล์ที่ถูกบีบอัดเหล่านี้ก็แปลว่าเราฟังเพลงที่คุณภาพต่ำลงมาจากไฟล์ต้นฉบับหลายเท่าตัว ยกตัวอย่างไฟล์ MP3 ซึ่งมีค่า data rate อยู่ที่ 320kbps แต่ไฟล์ Hi-Res สมมติว่าเป็นไฟล์ WAV ที่มีความละเอียด 24-bit/192kHz จะมีค่า data rate อยู่ที่ 9216kbps เลยทีเดียว หรือต่อให้เทียบกับไฟล์ WAV ตามมาตราฐานแผ่นซีดีก็มีค่า data rate อยู่ที่ 1411kbps เข้าไปแล้ว จะเห็นว่าความแตกต่างนั้นมหาศาลเลยทีเดียว

ฉะนั้นแล้วการฟังไฟล์เพลงที่ถูกบีบอัดมาอย่างพวก Lossy ก็มีข้อดีตรงประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล หรือว่าสะดวกในการฟังออนไลน์มากกว่านั่นเองครับ แต่ถ้าจะเทียบคุณภาพเสียงแล้วไฟล์ประเภท Hi-Res สามารถทำได้ดีกว่าหลายเท่าชนิดที่เรียกว่าคุณภาพเสียงแทบจะเทียบเท่าไฟล์มาสเตอร์จากสตูดิโอเลยทีเดียว ถ้าเจออัลบั้มที่เขียนไว้ว่าเป็น “Studio Masters” นั่นล่ะครับไฟล์ Hi-Res ของแท้แน่นอน

ถ้าคุณได้ฟังเพลงที่เป็นไฟล์ Hi-Res จากอุปกรณ์ที่ได้มาตราฐานแล้วล่ะก็ รับรองว่าจะกลับไปฟังไฟล์พวก MP3 ไม่ได้เลยทีเดียวเชียวแหละ เพราะทั้งรายละเอียดของเสียง ความชัดเจนของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น จะฟังได้ดีกว่าชนิดว่าฟ้ากับเหวเลยครับ

จะฟังไฟล์ Hi-Res ต้องใช้อะไรบ้าง?

ที่แน่ๆเลยก็ต้องใช้ตังค์ล่ะครับ ฮ่าๆ แต่จะใช้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบของเราว่าชอบฟังแบบไหน ชอบฟังเพลงแบบพกพาสะดวกไว้ออกนอกบ้านตลอดเวลา หรืออยากจิบชาฟังเพลงชิลๆอยู่ที่สวนหลังบ้าน จะได้รู้ว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างนะครับ

Smartphones

Cr-7labs-300x210.jpg

ถ้าคุณเน้นการฟังเพลงนอกสถานที่และไม่อยากพกพาอุปกรณ์ให้พะรุงพะรัง สมาร์ทโฟนดูจะเป็นตัวเลือกที่สะดวกมากในปัจจุบันนี้ครับ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนตระกูล Android ระดับเรือธงของหลายๆค่าย ต่างรองรับความสามารถในการฟังเพลงแบบ Hi-Res กันทั้งนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็น Samsung ตระกูล Galaxy หรือ Sony Xperia XZ2 ยิ่งถ้าเป็นค่าย LG อย่างรุ่น V30 แล้วล่ะก็สามารถรองรับการสตรีมมิ่งไฟล์ MQA ได้โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเพิ่มเติมเลยอีกต่างหาก

แต่สำหรับค่าย Apple ดูจะยังไม่ค่อยแคร์คนฟังเพลงเท่าที่ควร เพราะต้องใช้ไฟล์ที่เป็นฟอร์แมทของเจ้าตัวเท่านั้น แต่ก็พอแก้ปัญญหาได้โดยการเลือกใช้ App ที่ซัพพอร์ตฟอร์แมทอื่นๆ รวมถึงการใช้อุปกรณ์อย่างเช่น DAC นำมาต่อพ่วงเพิ่มเติมครับ

Tablets

พอจะมีตัวเลือกให้ใช้อยู่บ้างเหมือนกันสำหรับแทปเล็ทที่มีฟังค์ชั่นรองรับการเล่นไฟล์แบบ Hi-Res ยกตัวอย่างเช่น Samsung Galaxy Tab S3, Huawei MediaPad M5 หรือ Onkyo Granbeat แต่ก็ดูจะหาซื้อลำบากกว่าตัวเลือกอย่างสมาร์ทโฟนนครับ

Portable music players

JABEN-Sony-NW-WM1A_4-300x300.jpg

นี่ซิถูกต้องตรงประเด็น เพราะเหล่าเพลเยอร์ทั้งหลายในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานไฟล์ Hi-Res โดยตรง พกพาก็สะดวกแถมรองรับไฟล์เพลงได้หลากหลาย ตัวเลือกของราคาก็มีให้ตัดสินใจเยอะแยะ ชอบยี่ห้อไหน หน้าตาแบบไหนก็เลือกหากันได้ตามสะดวกเลยครับ

Desktop

จะเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือจะเป็นโน๊ตบุ๊คก็ใช้ได้หมดไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด รวมถึงระบบ OS ก็เลือกได้ตามถนัดว่าจะเป็น Windows หรือ MacOS ข้อดีคือคุณสามารถเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลได้ตามใจชอบ ขอแค่หาโปรแกรมที่รองรับการเล่นไฟล์เพลงแบบ Hi-Res มาใช้ให้ได้ก็พอยกตัวอย่างเช่น Amarra หรือ JRiver Media Center ครับ

DAC

p-6790-aq-dragongly-red-300x300.jpg

ต่อให้สมาร์ทโฟนของคุณจะสามารถเล่นไฟล์ Hi-Res ได้โดยตรง แต่อย่าพึ่งไปคิดว่านั่นเราจะได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดแล้ว เพราะการใช้ DAC หรือ Digital to Analog Converter มาเป็นตัวช่วยในการแปลงสัญญาณเสียงจะช่วยให้เราได้คุณภาพของการฟังเพลงที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่ง DAC เองก็มีหลายไซส์หลายขนาด ทั้งออกแบบมาให้ใช้กับการพกพาไปกับสมาร์ทโฟน หรือจะเอาไว้ตั้งโต๊ะฟังเพลงที่บ้านกับคอมพิวเตอร์ตัวเก่งก็มีให้เลือกอีกเช่นกัน

Music streamer

อันนี้จะเหมาะสำหรับนักฟังเพลงระดับโปรที่เน้นการสร้างฐานทัพฟังเพลงเอาไว้ที่บ้าน ซึ่งเครื่องเล่นแบบนี้ก็จะทำหน้าที่ได้ครบถ้วนทั้งเก็บไฟล์เพลง Hi-Res ไว้ในตัว หรือจะฟังแบบสตรีมมิ่งก็ย่อมได้ รวมถึงมีฟังค์ชั่นของ DAC คุณภาพดีอยู่ภายในอีกด้วย

System

ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของการเลือกใช้หูฟังหรือบางคนอาจจะชอบฟังเพลงจากลำโพงอันนี้ก็ตามสะดวกแล้วแต่ว่าท่านจะออกแบบระบบการฟังเพลงส่วนตัวเลยครับ สำหรับการฟังเพลงผ่านหูฟัง ในระยะหลังๆเราจะเห็นหูฟังที่เคลมตัวเองไว้เลยว่าเป็น “Hi-Res” Headphone ออกมาวางขาย ซึ่งหูฟังพวกนี้สามารถครอบคลุมย่านความถี่ได้ดีและครบถ้วน บางรุ่นไปได้ถึง 40kHz ซึ่งถ้าว่ากันตามทฤษฏีแล้วก็เหมาะแก่การนำมาฟังไฟล์เพลงแบบ Hi-Res เป็นอย่างยิ่งครับ เพราะจะช่วยให้เราเก็บรายละเอียดของเสียงที่ถูกบันทึกมาได้อย่างครบถ้วน

จะหาซื้อและดาวน์โหลดเพลง Hi-Res ได้จากที่ไหนบ้าง?

HD-Tracks-300x155.jpg

ตอนนี้เราสามารถหาซื้อไฟล์เพลง Hi-Res กันได้อย่างสะดวกสบายเช่นเดียวกับการซื้อเพลงจาก iTunes Store เลยล่ะครับ มีหลายเวปไซต์ที่ให้เราสามารถเข้าไปจับจ่ายใช้สอยไฟล์เพลงเหล่านี้ออกมาฟังกันได้ จะซื้อเป็นเพลงๆไปหรือเหมายกอัลบั้มก็ตามสบาย แถมมีฟอร์แมทของไฟล์ Hi-Res ให้เลือกค่อนข้างครบถ้วน ยิ่งค่ายเพลงใหญ่ๆอย่างเช่น Sony, Warner หรือ Universal ต่างก็ทำมิวสิคแคทตาล็อคของตัวเองให้แฟนๆเข้ามาซื้อหากันได้โดยตรงเเลย

ถ้ามีเวลาในการเลือกหาก็ลองเช็คราคาของแต่ละเวปไซต์เปรียบเทียบกันดูให้แน่ใจอีกที เพราะบางเพลงหรือบางอัลบั้มที่เราอยากได้ในเวปไซต์นึงก็อาจจะราคาไม่เท่ากับอีกเวปไซต์นึงก็เป็นไปได้ครับ และนี่คือตัวอย่างของ 6 เวปไซต์น่าสนใจจากการแนะนำของ What Hi-Fi ครับ

7Digital : มีแนวเพลงให้เลือกหลากหลายและครบถ้วน การเซิร์จหาเพลงก็ทำได้ง่ายและสะดวก

Technics Tracks : คล้ายกับ 7Digital แต่เน้นที่ไฟล์ Hi-Res เป็นพิเศษ กล่าวคือไม่มีไฟล์ที่คุณภาพต่ำกว่า CD Quality ขาย หน้าตาอินเตอร์เฟสก็ใช้งานง่าย สนนราคาก็ไม่ต่างจาก 7Digital ครับ

Qobuz Sublime : เวปไซต์จากเมืองน้ำหอม สามารถค้นหาเพลงตามแนวเพลง หรือเพลงที่ออกใหม่ได้สะดวก เวิร์คมากถ้าคุณชอบฟังเพลงที่ส่งตรงจากประเทศฝรั่งเศษ  มีบริการให้ฟังแบบสตรีมมิ่งด้วย ถ้าคุณสมัครใช้งานแบบรายปีจะมีส่วนลดสำหรับการซื้ออัลบั้มเพลงแบบ Hi-Res ให้ด้วย

Primephonic : เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคอเพลงคลาสสิค มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง มีไฟล์เพลงให้เลือกตั้งแต่ CD Quality ไปยันไฟล์ DSD บางอัลบั้มก็มีเวอร์ชั่นเซอร์ราวด์ให้เลือกซื้อด้วย

Onkyo Music : เป็นเวปไซต์พันธมิตรกับ 7Digital ฉะนั้นพวกแคทตาล็อคและราคาจะไม่แตกต่างกัน แต่จะมีจุดเด่นตรงเซคชั่นสำหรับไฟล์เพลงแบบ MQA โดยเฉพาะ ซึ่งถ้าคุณมองหาไฟล์เพลงระดับมาสเตอร์ส่งตรงออกมาจากสตูดิโอ เวปไซต์นี้ก็น่าสนใจไม่น้อยครับ

HDtracks : เวปไซต์ยอดนิยมสำหรับผู้พิศสมัยไฟล์เพลง Hi-Res แต่หน้าตาอินเตอร์เฟสดูจะโบราณไปซักหน่อย ซึ่งเวปไซต์นี้จริงๆก็เหมาะสำหรับผู้ชอบเพลงสายโอลด์สคูลประเภทแจ๊ส, คลาสสิค หรือว่าร็อคอยู่แล้วครับ มีไฟล์ฟอร์แมทให้เลือกหลายในแต่ละอัลบั้ม ไม่ว่าจะเป็น FLAC, ALAC, WAV หรือ AIFF แถมยังมีหมวดหมู่ของไฟล์ DSD ให้เลือกซื้อด้วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคอ Audiophile

แล้วถ้าจะฟังเพลงออนไลน์แบบ Hi-Res ล่ะ?

Tidal-300x182.jpg

ถ้าไม่อยากเปลืองฮาร์ดดิสก์ อยากฟังแบบสตรีมมิ่งเอาอย่างเดียว ตอนนี้ก็จะมีตัวเลือกอย่าง Tidal และ Qobuz ให้ได้เสียสตางค์กันอยู่ครับ ซึ่งถ้าพูดกันเรื่องคุณภาพเสียงแล้วนับว่ากินขาดคู่แข่งอย่าง Spotify และ Apple Music แน่นอนครับ

Tidal Masters : ด้วยการจับมือกับทาง MQA ทำให้ Tidal สามารถเสิร์ฟเพลงเมนสตรีมระดับ Hi-Res สู่กลุ่มผู้ฟังได้เป็นอย่างดี แต่การจะสตรีมมิ่งไฟล์ระดับ MQA ได้นั้นคุณจำเป็นที่จะต้องมี DAC ที่รองรับการคอนเวิร์ตไฟล์ MQA ออกมาได้ การฟังสตรีมมิ่งผ่านทางสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่จะเลือกคุณภาพเสียงอยู่ที่ CD Quality เป็นหลัก (แต่ก็ถือว่าคุณภาพเยี่ยมมากแล้ว)

ไฟล์ MQA ก็มีให้เลือกฟังกว่า 30,000 รายการ ถ้าคุณซีเรียสกับการฟังเพลงและยอมจ่ายเงินสำหรับแพคเกจ Hi-Res ราวๆ 258 บาทต่อเดือนได้ Tidal ถือเป็นตัวเลือกที่น่าคบหาในบ้านเราตอนนี้มากๆครับ

Qobuz Sublime : ถือเป็นผู้ให้บริการประเภทไฮบริดคือมีทั้งเสียเงินซื้อขาดและฟังแบบสตรีมมิ่งได้เช่นเดียวกัน ค่าบริการมีให้เลือกทั้งแบบรายเดือนและรายปี แต่ค่าใช้จ่ายจะเป็นเงินยูโร ทำให้ถ้าคำนวนราคาแล้ว Tidal ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าสำหรับคนไทย แต่ถ้าคุณชอบค้นหาอะไรใหม่ๆ ที่นี่ก็มีไฟล์เพลง Hi-Res ระดับ 24-bit/192kHz ให้เลือกกว่า 70,000 รายการ รวมถึงไฟล์ Hi-Res ประเภทอื่นๆอีกนับล้านรายการ

Conclusion

และนี่ก็คือภาพรวมของไฟล์เพลงประเภท Hi-Res ที่คงจะถือเป็นมาตราฐานของการฟังเพลงในปัจจุบันนี้ไปซะแล้วล่ะครับ คาดว่าในอนาคตเราคงจะเห็นผู้ให้บริการรายอื่นๆอย่างเช่น Spotify หรือว่า Apple Music ขยับเข้ามาเล่นในสนาม Hi-Res กันมากยิ่งขึ้นเช่นกันครับ

จะเห็นได้ว่าการฟังเพลงด้วยไฟล์ระดับ Hi-Res ก็ไม่ได้ยุ่งยากกว่าการฟังเพลงจาก Lossy Format แต่อย่างใด แถมความจุของสมาร์ทโฟนหรือมิวสิคเพลเยอร์ในปัจจุบันก็เหลือเฟือที่จะเก็บไฟล์เพลงประเภทนี้ไว้ได้เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว สำหรับใครที่รักการฟังเพลงจริงๆจังๆแล้วล่ะก็ เชื่อเถอะครับว่ายอมลงทุนกับการฟังเพลงระดับ Hi-Res แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียวครับผม

 

Cr.https://www.whathifi.com/advice/high-resolution-audio-everything-you-need-to-know

Credit https://www.jaben.co.th/blog/learning-center/all-about-hi-res-audio
/

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

HOW-TO : Hi-Res Audio On Mobile เมื่อมือถือก็ใช้เป็นเครื่องเสียงไฮไฟชั้นยอดได้

bfb8e466fadbf3cf40562abb8dcf8e2b.jpg

 

เมื่อไม่นานนี้มีข่าวว่าสิทธิบัตรในฟอร์แมตไฟล์ mp3 ได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมๆ กับมีข่าวว่าทางผู้คิดค้นฟอร์แมตนี้จะเลิกสนับสนุนมันเสียแล้ว นั่นหมายความว่าอีกไม่นานฟอร์แมต mp3 จะถูกแทนที่ด้วยไฟล์ฟอร์แมต aac ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า

แต่ไม่ว่าจะ mp3 หรือว่า aac ผมว่าก็ไม่น่าเสียดายนักหรอกครับ เพราะทั้งคู่เป็นไฟล์เสียงแบบบีบอัดที่มีการสูญเสียของข้อมูลอย่างมาก (lossy compression) และให้คุณภาพเสียงในระดับ low fidelity ที่ฟอร์แมตทั้งสองประสบความสำเร็จได้ก็เพราะถูกค้นพบในยุคที่เรายังมีอินเตอร์เน็ตที่แสนจะเชื่องช้า หน่วยความจำข้อมูลมีราคาต่อหน่วยค่อนข้างสูงมาก การบีบอัดไฟล์เสียงจึงอาจจะยังมีความจำเป็น

แต่ในปัจจุบันเรามีสมาร์ทโฟนที่มีหน่วยประมวลผลทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ราคาเท่าๆ กันเมื่อสิบปีก่อน เรามีอินเตอร์ความเร็วสูง และหน่วยความจำข้อมูลประสิทธิภาพสูงที่ราคาย่อมเยาลงมาก ผมมองไม่เห็นความจำเป็นเลยครับที่จะต้องไปแคร์การอยู่หรือไปของฟอร์แมตไฟล์บีบอัพเสียงคุณภาพต่ำอย่าง mp3 และ aac เหมือนที่ทุกวันนี้เราเคยชินกับวิดีโอ Full HD ที่เข้าถึงง่ายดายเสียเหลือเกินจนไม่มีใครสนใจว่าภาพจาก VCD หรือ DVD จะล้มหายตายจากไปหรือยังนั่นแหละครับ

ไม่สนใจ mp3 และ aac แล้วจะสนใจอะไรดี ผมมองว่าในยุคนี้นอกจากเราจะมีไฟล์คุณภาพสูงที่สามารถริบได้จากแผ่นซีดีเป็นฟอร์แมต lossless (.flac) หรือ uncompress (.wav) แล้ว ในปัจจุบันยังมีไฟล์เสียงดิจิตอลรายละเอียดสูง (Hi-Res Audio) เป็นอีกหนึ่งเลือกสำหรับการเสพเสียงดนตรี ‘อย่างมีคุณภาพ’ อีกด้วยครับ และที่ยกตัวอย่างสมาร์ทโฟนมาก่อนหน้านี้ก็เพราะว่าในปัจจุบันเราสามารถฟังไฟล์เสียงคุณภาพสูงเหล่านี้ได้จากสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ที่ปัจจุบันแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของเราไปแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ง่ายและไม่ทำให้เราต้องลงทุนอะไรมากมาย แล้วคุณจะเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ควรอาลัยอาวรณ์ไฟล์เสียงคุณภาพต่ำอย่าง mp3 หรือ aac อีกต่อไป...

 

มือถือกับไฟล์ Hi-Res Audio
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าบทความนี้ขอเอาใจคนที่ใช้มือถือสมาร์ทโฟนค่ายแอนดรอยด์ก่อน ส่วนคนที่ใช้มือถือ iOS หรือตระกูลไอโฟนทั้งหลายเอาไว้มีโอกาสเหมาะๆ จะมาเขียนถึงอีกที ที่เริ่มจากแอนดรอยด์ก็เพราะว่าตัว OS ค่อนข้างจะเป็นระบบเปิดที่เอื้อกับการเล่นไฟล์ Hi-Res Audio มากกว่า อีกทั้งสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่เล่น Hi-Res Audio ได้และผมเคยได้ลองมาแล้วกับมือยังมีให้เลือกใช้งานได้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นราคาไม่กี่ัพันบาทอย่างเช่น Flash Plus 2, Meizu M2 Notes หรือ Wiko U Feel Prime ไปจนถึงรุ่นไฮเอนด์ราคาสองสามหมื่นอย่าง Huawei Mate 9, Samsung Galaxy S7 Edge  หรือ Sony Xperia XZ

จากประสบการณ์ของผมสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นระดับเริ่มต้นราคาไม่กี่พันบาทส่วนมากก็รองรับการเล่นไฟล์เสียง lossless รวมถึงไฟล์ Hi-Res Audio แล้วนะครับ บ้างเล่นได้ถึง PCM 24bit/96kHz บางรุ่น DAC เสียงในตัวรองรับไปถึง  PCM 24bit/192kHz เลยก็มีด้วยแอปฯ เล่นเพลงในตัวมันที่มาพร้อมกับเครื่องนี่แหละครับ ส่วนรุ่นไฮเอนด์ทั้งหลายถ้าหากเป็นรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาในช่วงปีหรือสองปีนี้แทบทั้งหมดรองรับไปถึง PCM 24bit/192kHz กันหมดแล้ว รุ่นไหนไปไม่ถึงนี่นับว่าเชยมากครับ บางรุ่นระบุเลยด้วยซ้ำว่าเลือกใช้ Audio DAC เกรดไฮไฟจากผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับในวงการเครื่องเสียงซะด้วย ไม่ธรรมดาเลยจริง

98c86d6c7f2387af2f03ddd9b2a9c84b.jpg

อ่อ นอกจากที่เล่าไปแล้ว จะมีอยู่ยี่่ห้อหนึ่งครับที่พิเศษกว่าเขาเพื่อน นั่นคือยี่ห้อโซนี่ สมาร์ทโฟนของโซนี่ถ้าเป็นรุ่นระดับกลางขึ้นไปนอกจากจะเล่น PCM 24bit/192kHz ยังเล่นไฟล์เสียงฟอร์แมต DSD ได้อีกต่างหากครับ จากแอปฯ เล่นเพลงที่ติดมากับเครื่องนี่แหละครับ แถมยังมี CODEC สำหรับถอดรหัส DSD มาในตัวเครื่องเลย เรียกว่าไม่ให้เสียชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้กำเนิดไฟล์เสียงฟอร์แมต DSD เลยว่าอย่างนั้นเถอะ

นอกจากมือถือแอนดรอยด์แล้ว ในปัจจุบันทราบว่ายังมีเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาหรือ Digital Audio Player (DAP) อีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ระบบปฏิบัติการในตัวเครื่องเป็นระบบแอนดรอยด์เช่นกัน อย่างเช่น DAP ของยี่ห้อ AR เครื่องเล่นจำพวกนี้ใช้ระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือก็จริงแต่ส่วนของฮาร์ดแวร์หรือวงจรในเครื่องส่วนที่เกี่ยวกับเสียงนั้นเขาก็จัดเต็มมาเลย ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่แคร์เรื่องการลงทุนที่คาดหวังเรื่องความคุ้มค่าสูงสุดจะเลือกใช้งานอุปกรณ์ประเภทนี้เพื่อความสะดวกก็ย่อมได้เช่นกัน... แต่ถ้ายังคาดหวังเรื่องความคุ้มค่าจากการใช้งานสมาร์ทโฟนอยู่ก็เลื่อนไปย่อหน้าถัดไปเลยครับ

USB Audio Player Pro แอปฯ เดียวเอาอยู่
แอปฯ เล่นเพลงส่วนใหญ่ที่มากับตัวสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์แม้จะรองรับการเล่นไฟล์เสียงแบบ lossless โดยเฉพาะไฟล์ .flac แต่ก็มักจะมีข้อจำกัดในการรองรับฟอร์แมตเสียง Hi-Res Audio แม้แต่ของยี่ห้อโซนี่เองก็ยังรองรับแค่ DSD ในระดับพื้นฐานนั่นคือ DSD64 แต่ยังไม่รองรับ DSD128 หรือในระดับที่เหนือไปกว่านั้น รวมทั้งระบบการจัดการ library เพลงก็ยังทำได้แค่ระดับพอใช้ได้เท่านั้น

แต่โชคดีที่ยังมีแอปฯ เล่นเพลงระดับมือถือแอนดรอยด์อยู่ตัวหนึ่งครับที่มีความสามารถเหนือแอปฯ เล่นเพลงพื้นฐานในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ทุกรุ่นนั่นคือแอปฯ ชื่อ ‘USB Audio Player Pro’ ดาวน์โหลดได้จาก Google Play Store ในราคา 312.57 บาท

‘USB Audio Player Pro’ พัฒนาโดยบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อ eXtream Software Development ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นแอปฯ เล่นเพลงในสมาร์ทโฟนที่มีจุดเด่นมากมายโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคุณภาพเสียงและการรองรับ Hi-Res Audio ด้านคุณภาพเสียงตัวแอปฯ รองรับการเล่นไฟล์เพลงทั้งแบบ native bit perfect และ compatible conversion สามารถเล่นฟอร์แมตไฟล์เพลงมาตรฐานยอดนิยมได้แทบทุกนามสกุลในโลกนี้ รวมถึงไฟล์ DSD (.dsf/.dff) หรือแม้แต่ไฟล์ .iso ที่ริบมาจากแผ่น SACD ก็มองเห็นและเล่นได้! เรียกว่าไม่ได้เป็นรองแอปฯ เล่นเพลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เดสท้อปกันเลยทีเดียว ในส่วนของ Hi-Res Audio รองรับไฟล์ PCM สูงสุดถึงระดับ32bit/384kHz สำหรับไฟล์ DSD รองรับไปถึง DSD256(1bit/11.2896Mbit/s) !

‘USB Audio Player Pro’ สามารถเล่นได้กับทั้ง DAC ในตัวสมาร์ทโฟนเองและ Mobile USB DAC ที่นำมาต่อพ่วงจากภายนอก เนื่องจากตัวแอปฯ เองมีUSB audio driver พิเศษที่พัฒนาขึ้นเองตั้งแต่ต้นทั้งหมด ทำให้ตัวสมาร์ทโฟนสามารถมองเห็น Mobile USB DAC หรือ USB DAC ส่วนใหญ่ได้เลยเมื่อมีการต่อใช้งานกับสมาร์ทโฟนผ่านตัวแปลงขั้วสัญญาณที่เรียกว่า OTG (USB HOST OTG CABLE) ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปทั้งในตลาดสินค้าไอทีและสินค้าดิจิตอลไฮไฟ

อีกหนึ่งความพิเศษของแอปฯ นี้ก็คือ ความสามารถในการสตรีมไฟล์เพลงผ่านระบบเน็ตเวิร์ค ซึ่งรองรับทั้ง UPnP/DLNA Server และ Music Streaming Service (TIDAL, Qobus) คุณสมบัตินี้ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนักในแอปฯ เล่นเพลงทั่วไป โดยเฉพาะแอปฯ เล่นเพลงในสมาร์ทโฟน ทำให้การสตรีมเพลงจากระบบเน็ตเวิร์คมาฟังมีคุณภาพที่ไว้ใจได้มากขึ้น และยังมีส่วนทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นด้วยจากซอฟต์แวร์เฉพาะของแอปฯ ตัวนี้

นอกจากนั้นแอปฯ USB Audio Player Pro ยังมีการอัปเดตที่ค่อนข้างบ่อย มีคุณสมบัติพื้นฐานของแอปฯ เล่นเพลงคุณภาพสูงอยู่ครบถ้วน รองรับการเล่นทั้งโหมด native bit perfect, sample rate conversion และ format conversion  หรือจะเป็นลูกเล่นอย่างการปรับแต่งเสียงด้วย EQ ก็มี หรือจะใช้งานเป็น UPnP Renderer ก็ได้ด้วยเช่นกัน ล่าสุดเพิ่มฟังก์ชั่น Crossfeed สำหรับหูฟังให้ฟังเหมือนกับว่าฟังจากลำโพงมาอีกต่างหากครับ

การตั้งค่าเบื้องต้น และการใช้งานเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพา
ก่อนใช้งานแอปฯ USB Audio Player Pro ผมแนะนำให้เข้าไปตั้งค่าพื้นฐานที่ควรจะทราบก่อนการใช้งานครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเน้นคุณภาพเสียงแนะนำให้ตั้งค่าตามนี้เลยครับ

9ef4c59277977987539dd9e608c1e310.jpg
การเข้าไปตั้งค่าให้เข้าหน้าหลักของแอปฯ แล้วมองหาสัญลักษณ์ 3 จุด
ที่มุมขวาด้านบน เลือกเข้าไปที่ Settings

ติ้กเลือกที่หัวข้อ ‘Play through Android’ เพื่อให้สามารถใช้งาน DAC ในตัวสมาร์ทโฟน
ในกรณีที่เล่นแบบไม่ได้ต่อกับ USB DAC ภายนอก และติ้กที่หัวข้อ ‘Use USB DAC’
เมื่อต้องการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับ USB DAC ภายนอกด้วย ในกรณีทั่วไปผมแนะนำ
ให้ติ้กไว้ทั้งคู่เลยครับ เวลาเล่นมันจะเลือกเองโดยอัตโนมัติ

ba692c17e131547f5460c4964eae8e36.jpg
ติ้กเลือกที่หัวข้อ ‘Bit perfect (USB Audio)’ เพื่อให้เวลาใช้งานUSB DAC ภายนอก
สัญญาณที่ส่งออกไปจากสมาร์ทโฟนจะเป็นแบบ bit perfect ตรงไปตรงมา
ไม่ผ่านกระบวนการปนเปื้อนใดๆ จากระบบประมวลผลสัญญาณอื่นๆ เช่น EQ หรือซอฟต์แวร์ควบคุมระดับความดัง
ในขณะที่หัวข้อ ‘Android sample rate’ แนะนำให้เลือกที่ ‘Variable rate’ ซึ่งหมายความว่า
การเล่นเพลงโดยใช้ DAC ในตัวสมาร์ทโฟน สัญญาณที่ส่งไปยัง DAC จะเป็นไปตาม
สัญญาณเสียงต้นฉบับ ไม่ได้ขึ้นอยู่เป็นคุณสมบัติความสามารถของตัว DAC

ติ้กเลือกที่หัวข้อ ‘Auto scan on start-up’ เพื่อให้ระบบ library ของแอปฯ สามารถอัปเดทฯ
หรือมองเห็นความเปลี่ยนของไฟล์เพลงที่เราได้เพิ่มหรือลบออกจากเครื่องโดยอัตโนมัติ
ทุกครั้งที่เราเริ่มเปิดใช้งานแอปฯ สำหรับหัวข้อ ‘DSD mode’ ก็ให้เลือกตามความสามารถของ DAC
ไม่ว่าจะเป็น DAC ในตัวหรือ USB DAC ที่มาต่อเพิ่ม ว่ารองรับการเล่น DSD ในรูปแบบใด
ในทางทฤษฎีถ้า DAC นั้นๆ สามารถรองรับได้ ‘Native DSD’ จะให้คุณภาพเสียงดีที่สุด
โดยมี ‘DoP (DSD over PCM)’ และ ‘DSD to PCM conversion’ เป็นรองลงไปตามลำดับ
สำหรับ DAC ที่ไม่รองรับ DSD เลยอย่างเช่น DAC ในสมาร์ทโฟนทั่วไป
ก็ให้เลือกที่ ‘DSD to PCM conversion’ เวลาเล่นไฟล์ DSD ตัวแอปฯ จะแปลงจาก
สัญญาณ DSD เป็นสัญญาณ PCM ที่ตัว DAC นั้นๆ สามารถเล่นได้โดยอัตโนมัติ

181615e6eca0611f5c40735369e57b7a.jpg
สำหรับหัวข้อ ‘Volume control’ แนะนำให้เลือกที่ ‘Hardware volume control (if available)’
คือถ้า DAC ที่คุณใช้งานในส่วนของการปรับความดังของเสียงแบบควบคุมด้วยฮาร์ดแวร์
ซึ่งมักจะให้เสียงดีกว่าแบบที่ใช้ซอฟต์แวร์ อย่างเช่น Audioquest Dragonfly Red/Black
หรือ iFi nano iDSD ตัวแอปฯ ก็จะไปใช้งานในส่วนนั้นแล้วบายพาสส่วนที่เป็นซอฟต์แวร์ให้โดยอัตโนมัติ

ในส่วน A จะแสดงว่าเราใช้งาน DAC ส่วนไหนอยู่และแสดง sample rate ที่ DAC นั้นๆ
กำลังเล่นอยู่ ถ้าแสดงผลว่า ‘Android’ หมายถึงใช้ DAC ในสมาร์ทโฟนอยู่
แต่ถ้าต่อ USB DAC ข้างนอกส่วนนี้จะแสดงผลเป็น ‘DAC’ อนึ่งในกรณีที่ใช้ DAC
ในตัวสมาร์ทโฟน รายละเอียดในส่วนนี้ยังสามารถใช้พิสูจน์ได้ด้วยครับว่า DAC มีความสามารถ
ในการรองรับสัญญาณ Hi-Res Audio ได้ถึงระดับใด ในส่วน B จะแสดงผล sample rate,
bit และ bit rate ของไฟล์เสียงต้นฉบับที่กำลังเล่นอยู่ในขณะนั้น 

ในกรณีที่ไฟล์เสียงที่เล่นนั้นมี resolution เกินความสามารถของ DAC ที่ใช้งานอยู่
ตัวแอปฯ จะจัดการแปลงสัญญาณลงมาอย่างเหมาะสม (ด้วยตัวคูณที่ลงตัว) เพื่อให้
DAC ที่เราใช้งานสามารถเล่นไฟล์นั้นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเล่นแบบ bit perfect
ซึ่งคุณภาพเสียงอาจจะไม่ดีที่สุดเท่าเล่นแบบ native แต่ก็สามารถเล่นได้ด้วย
คุณภาพเสียงที่ดีตามสมควร อย่างเช่นในกรณีนี้ที่เล่นไฟล์ DSD กับ DAC ในตัวสมาร์ทโฟน
ซึ่งรองรับได้เพียง PCM 24bit/192kHz เท่านั้น ซอฟต์แวร์ของแอปฯ ก็แปลงไฟล์ DSD
เป็น PCM 24bit และลด sample rate ลงมาเหลือ 176.4kHz เพื่อให้
DAC ในตัว Huawei Mate 9 สามารถเล่นไฟล์เพลงนี้ได้

ในกรณีที่เราต้องการเก็บไฟล์เพลงเอาไว้ในสมาร์ทโฟนสามารถทำได้ทั้งเก็บไว้ในเมมโมรี่ของตัวเครื่องเอง หรือเมมโมรี่เสริมอย่าง microSD Card ที่สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นสามารถใส่เพิ่มได้ ระบบ library ของแอปฯ จะมองหาและจัดระเบียบไฟล์เหล่านั้นให้เองตามหมวดหมู่ที่ไฟล์นั้นๆ มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Artist, Artist Album, Albums, Playlists, Tracks, Genres หรือ Composers

การเล่นไฟล์เพลงก็ตรงไปตรงมาครับ ไม่ต่างจากเวลาที่เราเล่นเพลงจากแอปฯ เล่นเพลงต่างๆ แต่ความสำคัญที่ต้องสนใจจะมาอยู่นี้ครับ คือในหน้าที่แสดงผลการเล่นเพลง (Now playing) ในหน้านี้จะแสดงข้อมูลสำคัญอยู่ 2 ส่วนด้วยกันดังรายละเอียดที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น

เพลงมีมากมายไม่พอเก็บในเครื่อง สตรีมเอาก็ได้ไม่ใช่ปัญหา
ในบางกรณีที่เราไม่อยากเก็บเพลงทั้งหมดไว้ในเครื่อง หรือไฟล์เพลงของเรามีมากจนเกินจะเก็บในเครื่องได้ (แม้ว่าจะเสริมด้วย microSD Card แล้วก็ตาม) เราสามารถเก็บไฟล์เอาไว้ใน UPnP/DLNA Music Server แล้วค่อยสตรีมมาฟังด้วยแอปฯ นี้ก็ได้ สำหรับ UPnP/DLNA Music Server หากไม่ได้ใช้งานอุปกรณ์ประเภท NAS เรายังสามารถทำเองได้ง่ายๆ จากการใช้งานฟังก์ชั่นของเราต์เตอร์บางรุ่น หรือติดตั้งซอฟต์แวร์อย่าง Minimserver ในคอมพิวเตอร์เอาก็ได้เช่นกัน

2dc0a73d31bc04833636f98cebee6b36.jpg
ในการใช้งานโหมดนี้ให้เลือกที่แถบเมนูตามภาพ โดยเลือกไปที่ ‘UPnP/DLNA servers’
หน้าแอปฯ จะแสดงรายชื่อ server  ในระบบของเราขึ้นมา ซึ่งในที่นี้คือ Minimserver ตามภาพ

การเล่นในโหมดที่สตรีมจาก ‘UPnP/DLNA servers’ นี้การแสดงหมวดหมู่ของเพลง
จะเป็นไปตามคุณสมบัติของซอฟต์แวร์ music server นั้นๆ และจะไม่มีโหมดแสดง
เป็น full cover thumbnail เหมือนในโหมดอื่นๆ

904f4351e9b4a1c558d04e0305720f26.jpg
นอกจาก UPnP/DLNA servers เรายังสามารถสตรีมเพลงจาก Music Streaming Service
ได้ด้วย ซึ่งในที่นี้คือ การสตรีมจากTIDAL  

การสตรีมจาก TIDAL มีการตั้งค่าอยู่ 2 ส่วนหลักๆ นั่นคือ ตั้งค่า login ตามที่เรา
ได้สมัครใช้บริการกับ TIDAL เอาไว้ (A) และการตั้งค่าเลือกคุณภาพเสียงที่สตรีม (B)

ตัวอย่างหน้าแอปฯ USB Audio Player Pro ในโหมดการสตรีมจาก TIDAL

อัปเกรดด้วย DAC/AMP เสริมเพิ่มประสิทธิภาพ
นอกจากการเล่นด้วย DAC ในตัวสมาร์ทโฟนเองแล้ว แอปฯ นี้ยังรองรับการเล่นผ่าน USB DAC ภายนอกด้วยโดยเฉพาะ Mobile USB DAC ที่ออกแบบมาสำหรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน อย่างเช่น iFi nano iDSD, Audioquest Dragonfly Red/Black หรือ ADL A1 

การใช้งานในโหมดนี้เราต้องการอุปกรณ์เพิ่มเติมแค่เพียงสาย OTG หากทางผู้ผลิต Mobile USB DAC ไม่มีแถมมาให้ด้วย ก็สามารถหาซื้อได้เพิ่มเติมมีทั้งเกรดไอทีทั่วไป (ผมแนะนำยี่ห้อ ProLink หรือ Belkin) หรือหากจะมองหาเป็นเกรดไฮไฟก็มีขายอยู่บ้างเหมือนกันครับ อย่างเช่นของยี่ห้อ Furutech

4de1cc8cae405d5a64ec8203bae6f058.jpg
ตัวอย่างการใช้งานโดยการเชื่อมต่อ Mobile USB DAC ภายนอก ในภาพเป็น ADL A1
ซึ่งรองรับการเล่นไฟล์ DSD ด้วย จึงสามารถเล่นในโหมด native bit perfect ได้ทั้ง PCM และ DSD
 

เอาล่ะครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงจะได้ไอเดียดีๆ สำหรับการเล่นเพลงให้ได้คุณภาพเสียงในระดับสูงจากสมาร์ทโฟนตัวเก่งของท่านแล้ว และท่านจะทราบดีว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ควรอาลัยอาวรณ์ไฟล์อย่าง mp3 อีกต่อไป ขอให้เพลิดเพลินกับการฟังเพลงและดนตรีคุณภาพแบบง่ายๆ แต่ได้คุณภาพเกินคุ้มครับ... Happy Listening!

Credit https://gmlive.com/HOW-TO-Hi-ResAudioOnMobileเมื่อมือถือก็ใช้เป็นเครื่องเสียงไฮไฟชั้นยอดได้

  • Like 2

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

ชอบดูหนังครับ เป็นเพลงบรรเลงใช่ไหมครับ เขาเรียกว่าอะไร....

ไฟล์นามสกุลนี้เปิดอย่างไร >> .dsf
นามสกุลแบบนี้ฟังได้เลย >> .flac 

 

 

  • Like 1

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites
13 นาทีที่ผ่านมา, Eak_Dumnern said:

ชอบดูหนังครับ เป็นเพลงบรรเลงใช่ไหมครับ เขาเรียกว่าอะไร....

ไฟล์นามสกุลนี้เปิดอย่างไร >> .dsf
นามสกุลแบบนี้ฟังได้เลย >> .flac 

 

 

ไฟล์ DSD (.dsf/.dff) >>>smartphone :Appที่นิยมใช้เล่น >Onkyo HF Player Unlocker (https://play.google.com/store/apps/details?id=com.onkyo.jp.hfplayer_unlocker) ,USB Audio Player PRO (https://play.google.com/store/apps/details?id=com.extreamsd.usbaudioplayerpro&hl=th)

                                    >>>PC ,Mac :โปรแกรมที่นิยมใช้เล่น >JRiver Media Center (https://www.jriver.com/download.html) ,Roon (https://roonlabs.com/) ,foobar2000 (https://www.foobar2000.org/)

 

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

จบเลยถ้าเป็น Smart Phone  ไม่ค่อยได้หยิบด้วยซ้ำ แฟนผมถนัดกับมือถือมาก แต่คอมพิวเตอร์สู้ผมไม่ได้ :D :D 

มี PC ด้วยค่อยยังชั่ว  คนเราถนัดไม่เหมือนกันครับ โปรแกรมนี้มีให้เห็นนานแล้ว  มีตัวเต็มด้วยครับ ส่วนอีก  2 ตัวหลัง ไม่ค่อยนิยมกัน

ใครสนใจ download ที่นี่ >>> JRiver Media Center 24.0.52.rar

 

  • Thanks 1

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!

Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.

Sign In Now
Sign in to follow this  

×