Jump to content
Sign in to follow this  

Recommended Posts

PROBLEM (โควิด 19)---->REACTION (ความกลัวตาย)---->SOLUTION (วัคซีน)

problem และreaction เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว ต่อไปเป็นขบวนการต้อนคนเข้าสู่ประชากร ID. โดยฉีดวัคซีนโควิด ต้องถูกฝังไมโครชิป (เพื่อเข้าสู่แผนควบคุมประชากรโลกแบบเบ็ดเสร็จในอนาคต ตามnew world order) 

EVENT 201 (Covid 19) ----> ID2020 (covid vaccine+microchip) ----> UN 2030 Agenda (covid vaccine+microchip for all)

https://www.centerforhealthsecurity.org/event201/

https://www.irishpatriots.com/ireland_leads_id2020_agenda

Edited by apache

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

Microsoft เป็นเจ้าของ สิทธิบัตร # 060606

ระบบ digital/ cryptocurrency ที่ใช้ข้อมูลจากร่างกาย

เริ่มใช้งานวันที่ 26 มีนาคม 2020

[เอกสารสิทธิบัตร WO/2020/060606 Link 1]
____

โดยใช้ข้อมูลจากร่างกาย คลื่นสมอง อุณหภูมิ วัดจากชิป ในการที่จะ ‘Mine’ เงินตราเพิ่ม

สิทธิบัตรเองไม่ได้ระบุ อุปกรณ์ชิปจะอยู่ภายนอก หรือฝังไว้ในร่างกาย

แต่จากโครงการ Digital ID (ID2020) ของ Gates ที่ต้องการให้ทุกคนรับพร้อมการฉีดวัคซีน

Digital ID จะต้องอยู่ในมือตลอด หายไม่ได้ [2]

____

การเคลื่อนไหวของ Bill Gates

1) พยากรณ์คำนวณโมเดลโรคระบาดที่จะเกิดขึ้น EVENT 201 ก่อนที่จะเกิดการระบาด Covid-19 [3]

2) ก่อตั้งโครงการ ID2020 สนับสนุนระบบ Digital ID [4]

3) ประกาศจะร่วมใช้ Digital ID กับการฉีดวัคซีน ในวันที่ 20 กันยายน 2019 เพียง 2 เดือนก่อนที่จะมีรายงานผู้ติดเชื้อโรค Covid-19 รายแรก [5]

4) ผลักดันนโยบายให้ทุกคนต้องมี Certificate of Vaccination ผ่านบุคคลในวงการสาธารณสุข เช่น Fauci /WHO

5) ออกทุนสร้างโรงงานผลิตวัคซีน 7 บริษัท [6] และล่าสุด

6) จดสิทธิบัตร WO/2020/060606 ระบบ digital/ cryptocurrency ที่ใช้ข้อมูลจากร่างกายผ่านชิป ในการ ‘Mining’

____

ช่างบังเอิญเสียจริง ... หากไม่โดนกล่อมประสาทจนใช้ความคิดไม่ได้แล้ว ก็น่าจะชัดเจนว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่
____

[1] https://patentscope.wipo.int/search/en/detail.jsf…

[2] https://www.youtube.com/watch?v=r81Atqd2MM0

[3] https://www.researchgate.net/public…/340236453_The_Event_201

[4] https://id2020.org/alliance…

[5] https://www.biometricupdate.com/…/id2020-and-partners-launc…

[6] https://www.weforum.org/…/bill-gates-7-potential-coronavir…/

ในภาพอาจจะมี โทรศัพท์
Credit : รุ่งคุณ กิติยากร

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

... " ดิจิตอลไอดี ID2020 : จุดเริ่มต้นของทาสยุคดิจิตัลด้วยวัคซีนไบโอเมตริกซ์"

... "สวีเดน" สมันน้อยของอเมริกา ได้นำร่องไปแล้วในการทดลองฝังชิปในคนเพื่อสะดวกในการติดตามตัวหรือแสดงอัตลักษณ์ของคนๆนั้น เป็นเหมือนบัตรประชาชนสมัยใหม่

... ตั้งแต่ปี 2016 มันจะพัฒนาไปไกลกว่านั้น, โลกเรากำลังวิ่งสู่ "สังคมดิจิตัล" หลายบริษัทพยายามเร่งพัฒนาสนับสนุนวิธีการใช้ข้อมูลออนไลน์และปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นปลอดภัย จึงนำไปสู่การกำเนิดของ "ดิจิตัลไอดี" ที่พวก "โลกบาล" พยายามอธิบายว่า :

... คนหนึ่งในเจ็ดของทั่วโลกขาดวิธีการพิสูจน์ตัวตนของตัวเอง "ดิจิตัล ID" เสนอทางออกในการเข้าถึงบริการทางสังคมที่สำคัญและช่วยให้พวกเขาใช้สิทธิของพวกเขาในฐานะพลเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งและมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่การทำ "ดิจิทัลไอดี" ให้ถูกต้องนั้นหมายถึงการจะต้องปกป้องเสรีภาพและควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการที่มันจะตกอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย คือคนที่ปกครองดูแลเริ่องนี้

... ทุกวันเราต้องใช้บัตรประจำตัวหลายรูปแบบในการดำเนินชีวิตของเรา: ใบขับขี่, พาสปอร์ต, ป้ายทำงาน และบัตรเข้าออกอาคาร, บัตรเดบิตและบัตรเครดิต, บัตรผ่านประตูและอื่น ๆ

... แต่ "เทคโนโลยี" มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และการทำธุรกรรมหลายอย่างที่ต้องมี "การระบุตัวตน" ในปัจจุบันกำลังดำเนินการแบบ "ดิจิทัล" ตั้งแต่ "หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์" ไปจนถึง "กระเป๋าเงินดิจิทัล" , "ธนาคารออนไลน์" ( สังคมไร้เงินกระดาษ ที่ไวรัสโควิด19 กำลังชี้นำคนไปสู่สิ่งนั้น ) ไปจนถึง "บัญชีโซเชียลมีเดีย" , "ดิจิตัล ID" รูปแบบใหม่เหล่านี้ช่วยให้เราสามารถเดินทางดำเนินธุรกิจเข้าถึง ข้อมูลทางการเงินและสุขภาพเชื่อมต่อกับองค์กรอื่น คนอื่นอีกมากมาย ได้สะดวกขึ้น

... ในขณะที่โลกกำลังเดินไปสู่การเปลี่ยนไปใช้ "ดิจิตัลไอดี" ที่จะมีผลในเชิงบวกมากมายกับชีวิตในอนาคต แต่มันก็มาพร้อมกับความท้าทาย ไม่ปลอดภัยและความล้มเหลวในชีวิตได้เช่นกัน ในหลายรูปแบบนับไม่ถ้วน รวมถึง "การละเมิดข้อมูลครั้งใหญ่" ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านได้เช่นกัน เครื่องมือส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความล้าสมัย ยังไม่ปลอดภัยเพียงพอ ขาดการปกป้องความเป็นส่วนตัวที่เหมาะสมและในทำการซื้อขายข้อมูลของเราต้องขึ้นสู่ "ถนนทางด่วนออนไลน์ที่อันตราย" แต่โลกกำลังจะเปลี่ยนและ บางองค์กรก็อ้างว่าตัวเองปลอดภัยที่สุด เช่น องค์กรเอกชน ID2020 กำลังประกาศตัวแบบนั้น

... "WHO" องค์การอนามัยโลก, มีหน้าที่ทำให้คนทั่วโลกกลัว

... พวกเขารับเงินบริจาคจากมูลนิธิบิลล์และเมลินดาเกตส์ มาสร้างให้คนทั่วโลกกลัว และเตรียมรับการฉีดวัคซีนจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ ที่มูลนิธิเกตส์เองเป็นหุ้นส่วนด้วย

... WHO และ CDC ป่าวประกาศว่าจะมีการระบาดระลอกสองและจะมีคนตายหลายสิบล้านคน ในขณะที่สถานการณ์โลกในหลายประเทศเริ่มดีขึ้น ทำไมต้องพูดแบบนั้น? เพราะพวกเขาต้องการใช้ "ไวรัสโควิด19" เป็นเครื่องมือ "สร้างไวรัสความกลัว" แพร่ไปทั่วโลก ในการเปลี่ยนแปลงโลก ให้เดินบนทางที่มืดมนตามที่เขาต้องการ เขาเคยบอกว่ายุโรปจะมีคนตายร้อยละ 12 แต่ความจริงมันน้อยกว่าที่เขาวางแผนไว้ เพราะความจริงแค่อัตราร้อยละ 0.4 เท่านั้น ยกเว้นในบางประเทศ เช่นอิตาลี

... WHO รับคำสั่งมาจากคนที่อยู่สูงกว่าทรัมป์หรือสหภาพยุโรป ( เกตส์ ร็อกกี้เฟลเล่อร์ ร็อธไชลด์) ใน "การสร้างไวรัสความกลัว" ในโรคระบาดครั้งนี้ให้กระจายไปทั่วโลก ทำให้คนทั่วโลกปั่นป่วน กลัว พิการ เพื่อจะซมซานไปหาเขา ขอกู้เงินมาเยียวยา ขอซื้อยาวัคซีนจากพวกเขา

... ถ้าทั่วโลกพิการ ปิดเมือง เศรษฐกิจพิการ คนตกงาน สิ้นหวัง เกิดความยากจน ก็ต้องหันไปหาเงินดอลล่าร์ เป็นหนี้ในสกุลดอลล่าร์ ผ่าน ไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลกและอื่นๆ ที่เขาบ้าเลือดพิมพ์แบบไม่กลัวเฟ้อ

... "ปลายทางของแผนการ" มันคือ "Agenda ID2020" หรือ "วาระไอดี2020"

... หลังจากขั้นแรกคือการระบาดของไวรัสโควิด19 อีกไม่นาน บันไดขั้นที่สองจะมีการประกาศว่า โลกเราปลอดภัยพบ "ทางรอด" แล้ว เรามี "วัคซีน" รักษาป้องกันให้ท่าน แต่ถ้าใครไม่ฉีดจะมีโทษ เพราะเขาจะบีบรัฐบาลทั่วโลก ให้ออกกฏหมายหมายบังคับ

... หากการฉีดวัคซีนบังคับจริงบริษัทยายักษ์ใหญ่จะร่ำรวยแบบหน้ามืด แต่คนทั่วโลกกลับ ไม่ทราบชนิดของค็อกเทลส่วนผสม ว่าที่พวกผู้ผลิตใส่ลงในวัคซีนนั้นคืออะไร มันอาจเป็นยาพิษ หรืออาวุธชีวภาพ เป็นฆาตกรที่ฆ่าเราอย่างช้าๆฟักตัวในร่างกายเราในไม่กี่ปีต่อมาหลังจากนั้น - หรือมันอาจจะกลายโรคที่แพร่หลายเฉพาะในอนาคตกับคนรุ่นต่อไป - หรือมันอาจจะทำให้สมองคนถูกฉีดทรุดโทรมเติบโตช้า หรือกระทบกับยีนที่ทำให้ผู้หญิงมีบุตรยากขึ้น ( ที่เข้าทางนโยบายลดประชากรโลกของเขา )

…. ทั้งหมดเป็นไปได้เสมอโดยมีจุดประสงค์ใน "การควบคุมประชากรและการลดประชากรโลก" ที่พวกเขาเคยวิเคราะห์มานานแล้วว่า อัตราการเกิด ตาย ของประชากรโลก มันไม่สัมพันธ์กับทรัพยากรโลกที่ร่อยหรอเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีการลดประชากรโลก ลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

... "ไวรัสโควิด19" เป็นหนึ่งในโรคที่เกิดขึ้นมาในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าโรคนี้มาจากไหน มันอาจจะคือโรคที่เกิดจากของเทคโนโลยีในการพัฒนาระดับสูงจาก "ห้องปฏิบัติการสงครามชีวภาพ" (จาก อเมริกา, อังกฤษ, อิสราเอล, แคนาดา, ออสเตรเลีย…)

... "ID2020 คืออะไร?"

... ID2020 คืออะไร? มันเป็นความคิดของเหล่าเครือข่ายหนวดปลาหมึกทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงหน่วยงานของสหประชาชาติและภาคประชาสังคมที่อยากสร้างให้เกิดขึ้น เป็น "โปรแกรมรหัสอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้การฉีดวัคซีน" เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ "ข้อมูลประจำตัวดิจิทัล" หรือ "ดิจิตัลไอดี"

... มันจะเป็นโปรแกรมควบคุมการ "ลงทะเบียนการเกิด" ด้วยการฉีดวัคซีนไม่ต้องแจ้งเกิดที่อำเภอ เพื่อให้ทารกแรกเกิดมีตัวตนดิจิตอล ตั้งแต่แรกเกิด ที่เชื่อมโยง "แบบไบโอเมตริกซ์แบบถาวร" และเชื่อมโยง GAVI เครือข่ายหนวดปลาหมึกระดับโลกเพื่อการฉีดวัคซีนและการฉีดวัคซีนระบุตัวเองในเว็บไซต์ของ

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

ในภาพอาจจะมี 4 คน

การจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order):

ขออธิบาย *ภาพประกอบบทความ* สั้นๆ ครับเพราะเห็นเผยแพร่ทางทวิตเตอร์ที่หลายๆ คนแชร์ว่าคืออะไร

จากที่สื่อน้ำดีพากันนำเสนอออกมาให้ทราบ มีการแบ่งเป็นหน้าที่ใครหน้าที่มัน

๑.หน้าที่ในการแต่งข่าวปลอมลงสื่อต่างๆ ก่อนรุกรานประเทศอื่นและทำสงคราม IO ยกให้ CIA
๒.หน้าที่ในการหาเรื่องกับชาติอื่นๆ เพื่อทำสงครามเป็นประจำเป็นหน้าที่ของรมว.ต่างประเทศและรมว.กลาโหม
๓.หน้าที่ในการวางแผนรวมศาสนาโลกให้เป็นหนึ่ง เหลือศาสนาโลกเพียงศาสนาเดียวเป็นหน้าที่สำนักวาติกัน
๔.หน้าที่ในการมอบเงินสร้างม็อบจัดตั้งและ NGOs เพื่อไล่รัฐบาลอื่นและปูทางให้คลื่นผู้อพยพซึ่งแฝงไปด้วยกลุ่มหัวรุนแรงออกจากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศหนึ่งเพื่อทำลายอุดมการณ์ชาตินิยมในแต่ละประเทศเป็นเรื่องของจอร์จ โซรอส
๕.หน้าที่ในการวิจัยไวรัสและสร้างวัคซีนเพื่อลดจำนวนประชากรโลกเป็นเรื่องของบิลล์ เกตส์
https://www.blockdit.com/posts/5e7b4285a5cd4c0a9a492ae5
เป็นต้น

พอมีคนรู้ทัน พยายามแฉด้านใดด้านหนึ่งออกมา ก็สร้างวาทกรรม *ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด* (Conspiracy Theory) ขึ้นมาให้คนทั่วไปนำไปใช้ เพื่อจะบอกว่าเรื่องที่คนแฉเป็นแค่ทฤษฎี (theory) หรือสมมติฐาน (hypothesis) ไม่ใช่เรื่องจริง (fact) ดังนั้น พอมีใครแฉขึ้นก็มาว่ามีกลุ่มคนพยายามจัดระเบียบโลก ก็จะมีคนแย้งว่าเป็นแค่ *ทฤษฎีสมคบคิด* เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่มีอยู่จริง

https://www.filmsforaction.org/…/conspiracy-to-tell-the-tr…/

บิลล์ เกตส์วางแผนเข้าไปคุมองค์การอนามัยโลก และเขาก็ทำได้ไม่ยาก แค่ให้เงินก้อนใหญ่ ก็คุมได้แล้ว นี่ไม่ใช่เป็นการบริจาคอย่างที่เข้าใจกันนะครับ การบริจาคที่แท้จริงต้องมีจิตเสียสละ ไม่หวังผลตอบแทน ไม่เรียกคืน ไม่เรียกสิ่งตอบแทนคืน แต่ถ้ามอบเงินให้แล้ว มีเงื่อนไขต่างๆ แก่ผู้รับตามมา เป็นการยื่นหมูยื่นแมวหรือซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ไม่ใช่เป็นการบริจาค

ระยะหลังๆ นี้ จึงเห็นบิลล์ เกตส์ออกมาพูดถึงวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรน่า โควิด ๑๙ ผ่านสื่อช่องต่างๆ ถี่ขึ้นราวกับว่าเขาคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของรัฐบาลโลก (Global Government) ไปแล้ว

เขาจึงเป็นศูนย์กลางความสนใจของใครต่อใครเพราะช่วงนี้คือช่วงที่เขาจะต้องเล่นบทบาทมากกว่าใครเป็นพิเศษนั่นเองครับ

------------------------

5e7b427e42dc8b0cb7d962ff_800x0xcover_rjx92H0I.jpg

ไวรัสโคโรน่า โควิด ๑๙: ‘แผนลดจำนวนประชากรโลกของยิวไซออนิสต์?’:

ผมได้เคยจัดอันดับ การนำเสนอข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ไว้ว่ามี ๓ ระดับ (https://www.blockdit.com/posts/5e225d3d217c530cb29fb0f4) โปรดอ่านดูและใคร่ครวญนะครับว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และยูทูปที่ทุกท่านติดตามฟังวิทยากร *คุยจ้อ* อยู่นั่นแท้จริงแล้ว อยู่ระดับไหน โดยยึด Content ที่สื่อนั้นๆ นำเสนอเป็นหลัก

ฟังแล้วตนกำลังถูกล้างสมองด้วยข้อมูลดาดๆ หรือกำลังจะได้ข้อมูลใหม่ที่ประเทืองปัญญา สมกับที่เสียเวลาอ่านข่าวบ้าง

ไวรัสโคโรน่า โควิด ๑๙ ที่กำลังระบาดนี้ก็เป็นประเด็นที่จะใช้ตรวจสอบว่าสื่อทำงานได้ลึกขนาดไหน ส่วนตัวผมมองว่าเป็นแผนของยิวไซออนิสต์ ที่รู้จักกันในชื่อว่าระเบียบวาระที่ ๒๑ (agenda 21) หรือ Agenda 2030 หรือ Agenda 2050 เป็นแผนลดจำนวนประชากรโลกของยิวไซออนิสต์ซึ่งเป็นผู้สร้างทฤษฎีระเบียบโลกใหม่ (New World Order)

ถึงตรงนี้แล้ว ขอให้ดูคลิปนี้ก่อน อย่าเพิ่งข้ามไป จนกว่าจะฟังเสร็จครับ

ยุทธศาสตร์ลดจำนวนประชากรโลกนี้ มีทางให้เกิดผลได้ด้วยการใช้ *แผนปฏิบัติการ* (action plans) หลายอย่าง แต่ละอย่างมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

๑.ถล่มด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งยิวไซออนิสต์ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอเมริกากำลังหาทางอยู่

๒.เมื่อใดที่ยิวไซออนิสต์ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอเมริกา ยุให้รัฐบาลอเมริกาก่อสงคราม แม้จะเป็นสงครามจำกัดพื้นที่ก็จะ ยุให้ถล่มด้วยอาวุธเคมีเพื่อให้คนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตทีละมากๆ ดังที่อเมริกาใช้ฝนเหลืองในเวียตนาม อิสราเอลใช้ระเบิดฟอสฟอรัสกับชาวปาเลสไตน์ ซาอุฯ ใช้ฟอสฟอรัสกับชาวเยเมน และอเมริกาเองใช้ระเบิดฟอสฟอรัสกับชาวซีเรีย ดังที่มีสื่อรายงาน ค้นหาอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต มีรายละเอียดให้อ่านเล็กน้อย

ก.อเมริกาใช้ปรมาณูถล่มญี่ปุ่นที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิของญี่ปุ่นอย่างเลือดเย็น โปรดดูประวัติการใช้อาวุธเคมีกับอเมริกาโดยภาพรวม

ข.อเมริกาใช้อาวุธเคมีคือฝนเหลืองต่อประชาชนเวียตนาม โปรดดูคลิปครับ

https://www.youtube.com/watch?v=S3DcCtoUubo&feature=share&fbclid=IwAR17-PsVHWvMqj5cyC70hxuzz9vMrxa8293jMqntEam_xM1Sf5S2CDb3l3s

ง.ซาอุฯ ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสกับประชาชนเยเมน

http://alwaght.com/en/News/65492/Saudi-Regime?fbclid=IwAR2ML-1B3sXK2_FI5duYV0w-FYIRL9xZ9oP-sAlh9Rsu_SH-jEHrZNa84UI

ฉ.ตุรกีใช้ระเบิดฟอสฟอรัสกับประชาชนชาวเคิร์ดในซีเรีย

https://www.thetimes.co.uk/article/syria-invasion-phosphorus-evidence-mounts-against-erdogan-7v2thnhtd

จะเห็นว่าประเทศที่ใช้อาวุธเคมีทำร้ายประชาชนอย่างเหี้ยมโหดล้วนแต่เป็นอเมริกาและพันธมิตรของอเมริกาทั้งนั้น และเมื่อใช้แล้ว ไม่มีองค์กรสิทธิมนุษยชนหรือหน่วยงานสหประชาชาติหน่วยงานไหนเอาผิดได้

ช.อเมริกาใช้อาวุธเคมีสังหารชาวเกาหลีเหนืออย่างเลือดเย็นไปไม่น้อยกว่า ๒ ล้าน ๕ แสนคนเมื่อพ.ศ.๒๔๙๕

๓.ใช้อาวุธชีวภาพหรืออาวุธเชื้อโรค จึงมีการสร้างไวรัสประเภทต่างๆ และจดสิทธิบัตรกันเอาไว้ ลองศึกษาดูไวรัสชนิดต่างๆ ที่ถูกปล่อยไปในประเทศต่างๆ สิครับว่าใครเป็นเจ้าของสิทธิบัตร ถ้ารู้ใครเป็นเจ้าของสิทธิบัตรก็จะรู้จักประเทศที่ใช้ได้

หลังจากเผยแพร่เขื้อโรคไปแล้ว หากคนรวยไปโดนเชื้อเข้า ยิวไซออนิสต์ก็ยังสามารถหาเงินเข้ากระเป๋าได้อีก โดยการคิดค้นยาเพื่อรักษาไวรัส หรือวัคซีนป้องกันไวรัสชนิดต่างๆ แต่ขายด้วยราคาแพงได้

เชื่อเถอะ พอเกิดไวรัสแพร่หลายแล้ว สักพักหนึ่ง ก็จะมีบริษัทยาใหญ่ๆ (Big Phama) ในอเมริกานำเสนอยาหรือวัคซีนป้องกันไวรัสได้ วัคซีนตัวนี้แหละครับ ที่คนสงสัยว่าอาจจะคุมกำเนิดคนกินหรือทำให้คนกินอายุสั้นลงในระยะยาว

ภาพประกอบบทความนี้ มาจากการให้สัมภาษณ์ของบิลล์ เกตส์เอง เขาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเอาไว้ว่า

๔.ใช้พืช GMF เพื่อใส่ยาพิษให้คนจำนวนมากได้กินกัน กินไปแล้วเป็นมะเร็ง รัฐบาลไหนโง่ หน่วยความมั่นคงโง่ ประชากรในประเภทมีคนมีภูมิปัญญารู้ทันน้อย ไม่ทันเหลี่ยมก็จะกินพืช GMF (Genetically Modified Food) ที่มีแฝงสารพิษตกค้าง ในที่สุด ประชากรก็จะทุพพลภาพไปจำนวนมาก บิลล์ เกตส์ลงทุนไปเยอะกับพืชดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้

ความจริง กลุ่มยิวไซออนิสต์เขาสร้างหนังเพื่อเตือนสติกันเป็นระยะๆ นะครับว่าโรคระบาดกำลังมาและจะเตรียมตัวกันยังไง ยกตัวอย่างเช่น The Pandemic, The Last Ship (Season 1-5) และ The Black Death

หนังเหล่านี้ แท้จริงแล้วน่าจะต้องการบอกเครือข่ายให้เตรียมตัวรับมือกับความโกลาหลที่จะเกิดขึ้นจากไวรัสอันตรายต่างๆ ได้แล้ว

ข้อสำคัญ บิลล์ เกตส์นั้นมีบทบาทในระดับแผนปฏิบัติการ โดยเฉพาะสนับสนุนพืช GMF และวิจัยไวรัสต่างๆ มาก ใครเป็นปัญญาชนหรือวิญญูชน ขอให้ศึกษาบทบาทของมูลนิธิ The Bill and Malinda foundation ของบิลล์ เกตส์ ว่ามีส่วนร่วมในการวิจัยไวรัสต่างๆ ส่งเสริมการวิจัยและผลักดันให้มีพืช GMF และขณะเดียวกัน ก็จัดประชุมสัมมนาให้กลุ่มยิวไซออนิสต์เตรียมรับมือกับภัยพิบัติอย่างไร

ถ้าเป็นแผนลดจำนวนประชากรโลกจริง คนปล่อยไวรัสโคโรน่า โควิด ๑๙ อย่างน้อยๆ มีอะไรเป็นเป้าหมาย?

สันนิษฐานว่า

๑.คนสูงอายุที่ปลดเกษียณไปแล้วและถูกมองว่าหมดประโยชน์ในยุโรปและในอเมริกา รวมทั้งทหารผ่านศึกอเมริกันจำนวนมากซึ่งกำลังเรียกร้องสวัสดิการต่างๆ จากรัฐอยู่ขณะนี้ด้วย

๒.ประชากรส่วนหนึ่งของจีน จีนมีประชากรมาก ถ้าไปเผยแพร่เมืองจีน น่าจะมีประชากรเสียชีวิตมาก

๓.ประชากรสูงอายุในอิหร่านที่ยึดมั่นระบบชาตินิยมสูง ถ้าคนรุ่นนี้เสียชีวิตไป ก็จะทำให้มีประชาชนอิหร่านรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังถูกล้างสมองด้วยทุนนิยมแบบอเมริกา รวมทั้งภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอยู่มาแทนที่ ต่อไปจะทำให้อเมริกาหาทางล้มรัฐบาลอิหร่านในอนาคตได้ไม่ยาก

ที่สันนิษฐานเช่นนี้เพราะเป้าหมายเฉพาะกิจของการปล่อยไวรัสโคโรน่า ๑๙ คือคนสูงอายุ (ซึ่งมักมีปัญหาโรคปอดอยู่แล้ว) และแต่ละประเทศก็มีอยู่ราวๆ ไม่น้อยกว่า ๓๐% คิดดูสิครับ ถ้าคนสูงอายุถูกกำจัดไปราว ๓๐% ในแต่ละประเทศ ประชากรโลกจะถูกกำจัดไปเท่าไร?

สิ่งเหล่านี้้คือบทวิเคราะห์ของผมและอย่าเชื่อกันง่ายๆ จนกว่าจะหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วสรุปกันเอง ตามกฎข้อที่ ๗ ข้างล่าง

@ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

JIM WILLIE: COVID 19 BIOWEAPON
Jean-Claude At Beyond Mystic
April 6, 2020

5:45.....JC....ขอถามถึงเรื่องที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นในระบบแบงกิ้งที่ยุติการให้กู้ระหว่างกันในตลาด repo

Jim.....มันก็เริ่มจากการที่ trade talk ระว่างจีนกับสหรัฐไม่สามารถตกลงกันได้ ....จีนหันเหจากเงินดอลล่าร์มากขึ้นทางด้านการค้า ในขณะที่โครงการ Belt & Road มีการค้าระหว่างกลุ่มมากขึ้นตลอดปี 2019 ถึง $1.3 ล้านล้านในรูปเงินหยวน .....และก็อย่างที่ผมเคยพูดมาตลอดห้าปีที่ผ่านมาว่า ถ้ามีเงินสกุลไหนที่ไม่ใช่ดอลล่าร์มีการใช้จ่ายในโลกมากจนถึงปริมาณ มวลวิกฤต (critical mass) ก็อาจทำให้เงินสกุลนั้นเป็นอิสระมีเสถียรภาพได้ จนอาจทำให้เป็น quasi gold-backed ได้ ......เรื่องมันก็ดำเนินมาอย่างนี้จนเกิดไวรัส ที่ผมไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

เมื่อประมาณสองปีมาแล้วตั้งแต่มีเรื่อง de-dollarization กันทั่วโลก ซึ่งมีทั้งการไม่ใช้ดอลล่าร์แบบที่อิหร่านทำ..กับการทิ้งพันธบัตรสหรัฐ โดยหันไปถือพันธบัตรของจีน ยูโรบอนด์หรือแม้แต่ทองคำแทน ....การทิ้งพันธบัตรเกิดตลอดหลายเดือนต่อเนื่อง ...เราพูดถึงเดือนละ $2 พันล้าน ..$3 พันล้าน ..$5 หมื่นล้าน หรือแสนล้าน จากหลาย ๆ ประเทศ และนั่นสร้างแรงกดดันอย่างแรงต่อตลาดพันธบัตร ...ถ้ามีการทิ้งพร้อมกัน $7-$8 หมื่นล้านในเดือนเดียว แล้วตลาดจะทำยังไงกับบอนด์ยีลด์ที่มันพุ่งขึ้นไปสูงอย่างนั้น ..นอกจากต้องทำ leverage โดยอนุพันธ์ Interest Rate Swap จำนวนมหาศาล ที่จะสร้างดีมานด์เทียมให้กับพันธบัตร ....นี่คือภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำที่เรามองไม่เห็น .....ส่วนที่พอจะมองเห็นได้ก็คือตลาด repo ที่มันคุมไม่อยู่แล้วจน Fed ต้องพิมพ์เงินมาจัดการตั้งแต่เดือนกันยายน แล้วมันก็เพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยทุกเดือน ...ถ้าคุณคิดว่านี่ก็มากแล้ว ส่วนที่อยู่ใต้น้ำที่มองไม่เห็นยังมีอีกเยอะ

21:55.....Jim....เมื่อพูดถึง subprime bond ของเมื่อสิบปีก่อน มันคือหนี้จำนองบ้านเน่า ๆ mortgage bond ที่ถูกผูกรวมกันเข้าเป็นหลักทรัพย์ที่เรียกว่า Mortgage Backed Security (MBS) จนทำให้เกิดวิกฤตเมื่อปี 2008 ...แต่มาตอนนี้ subprime bond กลับกลายเป็นพันธบัตรสหรัฐนี่เอง .....สิบปีก่อนเรามี underwriter ของ mortgage bond คือพวกแบ้งค์ .....แต่มาวันนี้มันกลายเป็น machinery ไปแล้ว มันคืออนุพันธ์ Interest Rate Swap machinery ที่ทำไปด้วยคอมพิวเตอร์ (อนุพันธ์ IRS มีมากที่สุดในตลาดอนุพันธ์จนเกิน 70% .....มีถึงประมาณ $500 ล้านล้าน...ผู้แปล) ...มันเป็น fraud mechanized underwriting ที่เลวร้ายกว่า underwriting โดยพวกแบ้งค์ซะอีก ....ผมเชื่อว่าดีมานด์ของพันธบัตรมากกว่า 70%-80% เป็นของปลอมที่สร้างขึ้นมา เพื่อดึงนักลงทุนและพวกเม่าให้ออกจากตลาดหุ้นมาเข้าตลาดบอนด์ .....จีนรู้ทันจึงเร่งทิ้งบอนด์หนักขึ้นอีก นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จีนต้องเจอกับไวรัส

*********

บทสัมภาษณ์ยังไม่จบครับ แต่ขอแยกไว้เท่านี้ก่อน เพราะตอนต่อจากนี้ต้องใช้วิจารณญานครับ

**********************************

(ต่อ) JIM WILLIE: COVID 19 BIOWEAPON
Jean-Claude At Beyond Mystic
April 6, 2020

***โปรดใช้วิจารณญานอย่างแรงครับ***

27:30....Jim.....ผมเชื่อว่าทรัมพ์เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม White Hat ....พวกนี้เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ Deep State ซึ่งมีส่วนใหญ่ของคณะรัฐมนตรีของเขา ..กองทัพสหรัฐ ..และพันธมิตรนาโต้ ..ซีไอเอฝ่ายที่ไม่ได้ค้ายาเสพติด ..รวมถึงฝ่ายราชการลับของกลาโหม ..และยังมีกลุ่มนายพลหลายร้อยคนที่ถูกคลินตัน..บุช..และโอบาม่าสั่งปลดมาตลอด 24 ปี ...พวกนี้ตั้งกลุ่มชื่อ "America First" จนทรัมพ์นำไปใช้ตอนปฏิญานตนรับตำแหน่ง กลุ่ม America First นี้มีอิทธิพลต่อทรัมพ์มาก

พวก White Hat ทำงานร่วมกับสมาคม White Dragon ของจีนและเครมลินของรัสเซียเพื่อตามล่าพวกลูกน้องระดับรอง ๆ ของ Globalist ...ลูกน้องของร้อธไชล์ด ที่เราได้เห็นมาตลอด 2-3 ปีมานี้ บางคนถูกฆาตกรรมให้ดูเป็นฆ่าตัวตายเช่นพวกนายแบ้งค์ระดับรอง บางคนถูกยึดทรัพย์ บางคนแปรพักตร์เตรียมเข้าให้การเป็นพยานแลกกับการลดโทษ บางคนหายตัวไปเฉย ๆ

มีการประชุมทางไกลเป็นระยะ..ระหว่างทรัมพ์ สีจิ้นผิง และปูติน ....agenda คือการยุติ New World Order ..การป้องกันไม่ให้เกิดชนวนของสงครามโลก เช่นซีเรียหรืออิหร่าน ..ต่อต้านพวกค้ายาเสพติดของ ร้อคกี้เฟลเลอร์ ..และ Big Pharma ที่กำลังเตรียมการเรื่องวัคซีนพิษที่จะฉีดให้ชาวโลก

man on the street ทั่ว ๆ ไป ในไม่ช้าก็จะเริ่มสงสัยว่าจะทำยังไงกับเรื่องอาหารหรือการเงินของตน เพราะเริ่มมีข่าวลือมากเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจะปล่อยให้มีการเสียชีวิตของคนจำนวนมาก

33:00.....JC.... ตามที่คุณพูดถึงเรื่องการต่อสู้กันของ Good Guys กับ Bad Guys ....มันจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงอีก 2-3 เดือนนับจากนี้ รวมถึงผลที่จะเกิดกับคนทั่ว ๆ ไป

Jim.....คนทั่วไปจะต้องยุติรับข่าวเน็ทเวิร์คซะก่อน เพราะมันคือการโกหกถึง 80%-90% ...โกหกเรื่องของเศรษฐกิจ ..เรื่อง QE ..เรื่องสงครามที่เกิดขึ้นทุกแห่ง ..เรื่องของอิหร่าน ..เรื่องวัคซีนและการฆาตกรรมผู้ที่เปิดเผยมัน .......ผมรู้จักกลุ่มแพทย์ holistic (การแพทย์แบบองค์รวม) ประมาณ 8 คนที่เตรียมจัดประชุมเรื่องโทษของวัคซีน พวกนี้เสียชีวิตแบบไม่รู้สาเหตุทั้งหมด

เรื่องของ COVID ที่น่าจะย่อจาก Covert Interruption & Destruction ...เพราะมันออกมาเพื่อปกปิดเรื่องที่ดอลล่าร์กำลังจะถูกทิ้งจากชาวโลก

ถ้าพวก Bad Guys หรือ Dark Side ชนะ จะมีการบังคับฉีดวัคซีนที่มีส่วนผสมของสารปรอทที่ทำลายเยื่อหุ้มสมอง ....เราจะได้เห็นการลดประชากรของสหรัฐถึงประมาณ 30 ล้านคน ยุโรปก็คงจะพอ ๆ กัน ....ช่วงนี้เราจึงเห็นข่าวจาก bill Gates เยอะหน่อย เขาคงจะทำเงินได้มากขึ้นและอาจได้เลื่อนตำแหน่งใน Free Mason อีกด้วย

พวกเขากำลังจะเตรียมกำจัดกองทุนบำนาญ..ทำให้คนทั้งประเทศกลายเป็นยาจก ....แต่ทรัมพ์สามารถยึด Fed ไว้ได้และพิมพ์เงินเพิ่มแบบบ้าคลั่งเพื่อขัดขวางไว้

ถ้า Good Side ชนะ เราจะได้เห็นการยกหนี้ทั้งหมด และอาจมีพวกอิลิทจำนวนถึง 2-5 หมื่นคนถูกประหาร ...แต่นี่เป็นเรื่องที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ยากมาก ....เรื่องของ Debt Jubilee ที่จะมาปลดหนี้ ..หนี้จำนองบ้าน ...หนี้ผ่อนรถยนตร์ ..หนี้บัตรเครดิต หนี้พวกนี้จะหายไปหมด ..แต่หนี้ส่วนตัวระหว่างคนรู้จักกันนี่ไม่เกี่ยว

เรื่องของอิลิทที่มีอยู่ 2-5 หมื่นคนในตะวันตก พวกนี้คือกลุ่มคนที่ริเริ่มเรื่องของไวรัส ที่ถ้าไม่เป็นไปตามแผน คนที่จะต้องเจอโทษหนักคือ Bill Gates ด้วยข้อหา genocide (ฆ่าล้างเผ่าพันธ์) ...เขาถูกหมายหัวไว้แล้ว .....เมื่อสี่ปีมาแล้ว เขาได้กระจายวัคซีนโปลิโอที่มีการปนปื้อนให้กับคนนับล้านในอินเดีย ทำให้เป็นอัมพาตไป 200,000 คน มีการเสียชีวิตถึง 1.5 - 2 หมื่นคน ..นี่ทำให้ Gates ไม่สามารถกลับไปอินเดียได้อีก

นี่คือสิ่งที่พวกนี้ทำ พยายามทำให้วัคซีนมีการปนเปื้อน เหมือนกับตอนที่มูลนิธิของโซรอสและ Gates Foundation สร้างวัคซีนอีโบล่า ซึ่งที่จริงเป็นไวรัสอีโบล่า ปล่อยให้กับประชาชนใน เซียร่าลีโอน กาน่า ไนจีเรีย และอัฟริกาตะวันตกเมื่อสองปีก่อน โดยผ่านทางเจ้าหน้าที่กาชาด เมื่อชาวพื้นเมืองเริ่มสงสัยในอัตราการตาย พวกเขาจึงโจมตีเจ้าหน้าที่กาชาดจนต้องหนีออกนอกประเทศไป โรคระบาดอีโบล่าก็พลอยหายไปด้วย

45:00....Jim.... โคโรน่าไวรัสที่กำลังระบาดมีอยู่ 5 สายพันธ์ ABCD&E ....จีนมี 2 สายพันธ์ ..อิหร่านมี 2 ..อิตาลีมี 2 ซึ่งก็ต่างกันไป ...สหรัฐมีครบทั้ง 5 สาบพันธ์เลย นั่นหมายความตามหลักพื้นฐานทางไวรัสวิทยา ว่าทั้ง 5 สายพันธ์มีต้นกำเนิดในสหรัฐนี่เอง ....สหรัฐมีแล็บสามแห่งที่ยูเครน ยูเครนเป็น fail state ที่สหรัฐจะทำอะไรก็ได้ สามารถทดลอง micro nuclear ยังได้เลย ..และยังมีอีกหนึ่งแล็บที่จอร์เจีย (ไม่ใช่รัฐจอร์เจียในสหรัฐ)

นอกจากนี้ยังมีการกระจายคลื่น 5G ขนาด 60 GHz ซึ่งจะทำลายถุงลมในปอดของมนุษย์ อาการของมันเหมือนกับการติดเชื้อ Covid 19 เลย ....ในอังกฤษมีคนที่รู้ทันเข้าทำลายเสาส่ง 5G แล้ว เรื่องนี้เป็นข่าวไปแล้ว คิดว่า Green Peace คงเข้าจัดการต่อเอง ......

ถ้าคุณคิดวาจะได้วัคซีนที่ดีของพวกเขาก็ฝันไปเถอะ ถ้ารับวัคซีนคอกเทลนี้เข้าไป ชีวิตคุณจะไม่เหมือนเดิม

49:10...JC.....ผมคิดว่าคนเราควรจะเริ่มตื่นได้แล้ว มีคนน้อยมากที่สนใจเรื่องนี้

Jim......ผมคิดว่าคนกว่า 90% ไม่สนใจเลย อีกไม่นานคงจะแปลกใจเรื่องกองทุนบำนาญของตนเองแหละ ตอนนี้ก็เหมือนถูกกักบริเวณ ....ถ้าคุณต้องการที่จะกักขังคนทั้งโลกให้อยู่กับที่ คุณจะทำอย่างไร บอกให้อยู่บ้านและห้ามไม่ให้ขับรถ และเมื่ออาหารเริ่มขาดแคลนก็จะเกิด panic ...อาจนำไปสู่ความไม่สงบ จนต้องประกาศกฏอัยการศึก ปิดแหล่งชุมนุมชนทุกชนิด ปิดธุรกิจเกือบทุกชนิด เวลาก็น้อยลงไปทุกที .....เรามีคนที่ dumb อยู่ถึง 90% ...นั่นหมายถึงมี 10% เท่านั้นที่พอรู้ แต่ 90% ของจำนวนนี้ก็เห็นว่าทำอะไรไม่ได้ เท่ากับมีแค่ 1%

ผมคิดว่าสหรัฐคงต้องมีการสร้างสกุลเงินดอลล่าร์แบบดิจิตัลขึ้น ถ้าพวกเขาชนะในสงครามไวรัสครั้งนี้ .....พวกเขาต้องบีบให้ชาวโลกต้องใช้ดอลล่าร์ดิจิตัลและต้องฉีดวัคซีน ..ไม่งั้นก็อดตายไปเลย

Credit : Sayan Rujiramora

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

ชุดข้อมูลเหล่านี้  เพื่อนๆลองค้นคว้าเพิ่มเติมนะครับ ว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร...ไม่ทราบว่าเบื่อกันรึยัง ???

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

Global Research
COVID-19, We Are Now Living the "Lock Step Scenario"

By Peter Koenig April 27, 2020

Transcript บทสัมภาษณ์ Peter Koenig

Question: ...หลังจากการ lockdown เศรษฐกิจในส่วนใหญ่ของโลก..ผ่านพ้นไปแล้ว คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจอ่อนแอ และพวกเขาจะป้องกันประเทศของตนได้อย่างไร

Peter Koenig: ...มันยากมากที่จะทำนายว่าอะไรจะเกิดเวลาไหน เรากำลังอาจจะต้องได้พบกับ Paradigm Shift ครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า จะไม่มีอะไรเลยที่จะยังคงเหมือนเดิม ...นี่เป็นเรื่องที่ออกแบบเอาไว้แล้ว มีการแพลมออกมาให้รู้บ้างแล้วจาก รายงาน ..2010 Rockefeller Report .....แล้วตอนนี้พวกเราก็กำลังอยู่ในเฟสแรก..ที่เรียกว่า “Lock Step” scenario
(ภาพจากหน้า 18 ของ Report)

เราเห็นแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากผ่าน lockdown ไปได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว มีการว่างงานเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เฉพาะในสหรัฐก็มากกว่า 23 ล้านคนแล้วที่กำลังเรียกร้องการชดเชยรายได้ ...แต่มียังไม่สรุปนะ มันยังจะมีอีก

Fed และ Goldman Sachs ทำนายว่า การว่างงานจะเกิดขึ้น 32% ถึง 40% ในไตรมาสหน้านี้

และจะเกิดการล้มละลายอย่างมากมายในอีกไม่กี่เดือนถัดจากนี้ ซึ่งจะไปเพิ่มการว่างงานมากไปอีกแบบคุมไม่อยู่เลย ....ธุรกิจรายเล็กนั่นแหละที่จะเกิดปัญหาหนักที่สุด

มาถึงวันนี้ เรายังมองไม่เห็นยอดภูเขาน้ำแข็งเลย

ประเทศที่จะตกหนักที่สุด คือประเทศที่ต้องพึ่งพาการเป็นหนี้ ยิ่งมากยิ่งแย่ ...นี่หมายถึงหนี้ต่างประเทศนะ

แผนชั่วที่ปรากฏอยู่ใน COVID-19 /2010 Rockefeller Report มีส่วนประกอบและมีผู้เข้าร่วมมาก จนยากที่จะอธิบาย ....แต่จะลิสต์รายการที่สำคัญบางรายการที่มีผลกระทบกับเราและเศรษฐกิจของโลกดังนี้ :

A massive vaccination program

การลดจำนวนประชากรโลกผ่านทางวัคซีน..กับอีกหลายอย่าง เช่น ..ทุพภิกขภัยที่จงใจทำให้เกิด ..ภัยธรรมชาติที่จงใจทำให้เกิด ..GMOs ..5G (Electromagnetic Fields EMF) ...ฯลฯ

digitized ID

ใช้เงินดิจิตัล ...ยกเลิกการใช้เงินสดทั้งหมด

5G – เอาออกมาใช้ได้เลยเพื่อการควบคุมฝูงชนอย่างได้ผล ..รวมกับบัญชีดิจิตัลในธนาคารของเรา ....โดยผ่านทางสิ่งที่เรารู้จักกันดีคือ Internet of Things ...แต่นำไปใช้แบบผิดทาง

5G นี่ถือเป็นอาวุธได้ถ้าเอามาใช้แบบเต็ม ๆ ...ทำให้ถึงตายได้เลย แต่คงไม่ถึงขั้นนั้นถ้าแค่ควบคุม

ตามแผนโดยรวม มีการคาดการณ์ถึงการใช้วิธีแบบที่ได้รู้กันมาตั้งแต่ก่อนสิ้นศตวรรษที่ผ่านมา ที่เรียกว่า NEW WORLD ORDER หรือ ONE WORLD ORDER มีอิลิทกลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นทั้ง super powerful และเป็น super rich ....สามารถควบคุมคนทั้งโลกได้

หลักการทั้งหมดเรียกว่าเป็น “Lock Step” ...ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้อนพวกเราเข้าไปแล้ว โดยไปตามลำดับที่กล่าวไว้ข้างต้น

มีบ้างที่อาจคิดว่านี่คือ Conspiray Theory ก็คงต้องแนะให้อ่าน 2010 Rockefeller Report ...ที่น่าจะยังมีอยู่ในเน็ต

คุณ ๆ น่าจะต้องขอให้รัฐบาลของคุณมีการศีกษาผลกระทบของ 5G ที่มีต่อสุขภาพก่อนที่จะมีการประกาศใช้ ...ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จำนวน 180 คนเรียกร้องต่อ EU Commission ใน Brussels ให้ยุติการใช้ไว้ก่อนที่จะมีการศึกษาโดยทั่วไป

แต่ WHO ยังคงเงียบอยู่เกี่ยวกับเรื่องของ 5G

เราต้องรู้ทันแผนรวมของเรื่องทั้งหมด เพื่อ save ประเทศของตน ...ต้องไม่ให้เศรษฐกิจถูกรวมกันเป็น globalized

So – Deglobalize –

ต้องไม่ให้ระบบการเงินหรือการเมืองอยู่นอกรัฐธรรมนูญ หรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรือความสามัคคีของประชาชน

เหมือนอย่างที่อิตาลีรู้ดี..ถึงการขาดความสามัคคีในอียู เหตุการณ์ COVID-19 เป็นบททดสอบของกลุ่มอียูได้เลย

กรีซก็รู้ดีในเรื่องนี้ด้วย

การรวมกลุ่มของอียู ได้ทำให้เห็นแล้วว่าแต่ละประเทศไม่ได้มีอธิปไตยที่เป็นอิสระด้านการเงินและเศรษฐกิจเลย สิ่งที่เกิดขึ้นกับกรีซจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้ากรีซจะเลือกให้มีอธิปไตยทางการเงิน..ใช้สกุลเงินที่เป็นของตนเอง

ทุกประเทศจะต้องกู้ระบบการเงินและเศรษฐกิจในแบบของตนเอง ...สามารถที่จะรีสตาร์ทระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นของตน..ด้วยสกุลเงินในท้องถิ่นของตน โดยธนาคารในประเทศและธนาคารกลางของรัฐ ..ที่รับใช้เศรษฐกิจเฉพาะในท้องถิ่นของตน

ในช่วงเริ่มต้น การค้าระหว่างประเทศยังจะมีความสำคัญน้อย ..จนกว่าประเทศจะบรรลุได้ถึงความพอเพียงและพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่งเสียก่อน

จากนั้นจึงเริ่มมีการค้ากับประเทศที่เป็นมิตร ที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่เสมอภาคกัน ...โดยไม่ต้องพึ่งองค์กรการค้าอย่าง WTO

แล้วถ้าเมื่อสามารถนำเศรษฐกิจของประเทศกลับคืนมาสู่การพึ่งพาตนเองทางการเงินได้แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงินต่างประเทศจากองค์กรขูดรีด ที่เรียกว่า World Bank หรือ IMF หรือพวก developmnt banks ต่าง ๆ ทั้งหลาย

ประเทศสามารถกู้ยืมเงินและจัดการกับหนี้ได้จากภายในประเทศตามขนาดของเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับสถาบันต่างประเทศด้วยเงินตราต่างประเทศเลย

การฟื้นฟูประเทศที่ยากจน หรือประเทศที่ไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรม อาจทำได้เร็วกว่า เพราะประเทศเหล่านี้มีภาคส่วนที่ไม่เรื่องมาก ...การไม่เรื่องมากนี่แหละทำให้พวกเขาพร้อมจะปรับตัวได้เร็วกว่าประเทศที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน และและเคร่งในกฏระเบียบที่มากมาย

ตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดคือ จีนในยุคที่ฟื้นตัวจากกองเถ้าเมื่อปี 1948 ต้องพึ่งตนเองจากภายในด้วยประชากรมากมาย ....แต่โชคดีไม่มีหนี้ต่างประเทศ มีจุดประสงค์หลักคือต้องพึ่งตนเองเรื่องอาหาร.การศึกษา..และสุขภาพให้ได้ ....จนเมื่อใกล้จะบรรลุเป้า จีนจึงเริ่มเปิดความสัมพันธ์และการค้าต่างประเทศ..ในช่วงปี 1980s

แต่จีนก็ไม่ใช่อิตาลี จีนเป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากรถึง 1,400 ล้านคน แต่มันก็เป็นหลักการเดียวกันสำหรับทุก ๆ ประเทศที่ต้องการมีอธิปไตยของตนเอง

Question: ...หลังจากเศรษฐกิจที่หยุดนิ่งไปเพราะ COVID-19 ....ยุโรปจะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่ และโดยวิธีไหน

Peter Koenig: ... ได้ ยุโรปสามารถฟื้นตัวได้ แต่มันก็ขึ้นกับจะทำอย่างไร

อย่าลืมว่ามันกำลังจะมี Paradigm Shift ครั้งใหญ่ทางด้านเศรษฐศาสตร์สังคม ทั้งในส่วนของคุณค่า..ประเพณี..ตลอดถึงลักษณะนิสัยของคนในชาติ ..ที่จะต้องเปรียบเทียบกันในระหว่างประเทศทั้งหลาย ...มันจึงเป็นการยาก และเป็นไปไม่ได้ที่จะทำนายว่า ...มันควรจะไปทางทิศไหน

แต่ที่แน่ ๆ ที่พอจะบอกได้คือ โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว อย่างน้อย..ก็จะเป็นอยู่อีกนาน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนและโลกใบนี้ในช่วง lockdown ก็คือ ชีวิตที่ถูกทำลาย ไม่ใช่ด้วยโรคระบาด COVID-19 หรอก ..แต่ด้วยเศรษฐกิจที่มันหดตัวลงแบบกระทันหันโดยที่ไม่มีใครเตรียมตัวทัน ....ผลของมันเกิดขึ้นเป็นซีรี่ส์เรื่องยาว ที่ไม่มีคนสติดีที่ไหนเคยเจอมาก่อนเลย

คนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นมาน่าจะเป็นคนสติไม่ดี มันดูเป็นการจงใจสร้างความฉิบหายต่อทรัพย์สิน..ต่อรายได้..และต่อเงินออมของคนทั้งโลก เป็นการทำลายล้างชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วไปหมด ...เรื่องทั้งปวงนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าการแก้ปัญหาโรคระบาด COVID-19 ซะอีก

นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แล้วตอนนี้ต้องทำอะไรล่ะ

นี่คือเวลาที่เราจะต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่เต็มไปด้วยสันติภาพ..ความเสมอภาคและความสามัคคี

สิ่งแรกที่ต้องทำเพื่อรักษาสันติภาพ ยุโรปจะต้องยกเลิก NATO

ลองนึกดูถึงเงินนับล้านล้านดอลล่าร์หรือยูโรที่ถูกใช้ทิ้งขว้างไปกับพวกคลั่งสงคราม ที่มีแต่ความอาฆาตมาดร้ายกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา รัสเซีย และที่ห่างไปอีก จีน

ทั้งสองนี้คือหุ้นส่วนของเรามานับศตวรรษ ก่อนที่พวกจักรวรรดิ์แองโกล-อเมริกัน จะขึ้นมามีอำนาจ ...ทั้งสองมีดินแดนที่ต่อเนื่องเป็น landmass เรียกว่า Eurasia ..ไม่ควรต้องให้มีการแซงค์ชั่นที่สั่งการมาจากเจ้านายที่อยู่ห่างออกไปข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ทั้งยุโรปและเพื่อนบ้านทางตะวันออกไม่ต้องการ NATO

ไม่เคยมีการรุกรานที่มาจากรัสเซียหรือจีนเลย มีแต่ต้องการมีความสัมพันธ์ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจเท่านั้น

ในประวัติศาสตร์ประเทศทั้งสองนี้ไม่เคยมีการรุกรานหรือแทรกแซงประเทศไหนเลย

เราถูกปลูกฝังความเชื่อวันแล้ววันเล่าว่านี่คือศัตรู นี่คือการโกหกที่โลกตะวันตกนำโดยสหรัฐต้องการรักษาฐานอำนาจ เพราะอุตสาหกรรมค้าอาวุธของสหรัฐสามารถสร้าง GDP ได้ถึงครึ่ง

วิกฤตนี้ทำเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้ เพราะมันทำให้เรามีโอกาสได้คิดใหม่ ว่าใครคือพันธมิตร

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

ENDGAME SCENARIO playbook:

Endgame Scenario ใน Playbook

ใน scenario นี้ (ที่ร่างไว้เมื่อ 2010..เกิดขึ้นจริงปี 2020) มีการชื่นชมจีนที่ได้มีการออกคำสั่งปิดเมืองและปิดประเทศตอนที่ไวรัสเริ่มระบาด

The Lock Step Scenario ยังให้รายละเอียดอีกว่ามีการสั่งให้สวมหน้ากากอนามัย และวัดอุณหภูมิร่างกายในการผ่านเข้าจุดคัดกรองในสนามบิน..สถานีรถไฟและรถขนส่ง..ซุปเปอร์มาร์เกต และสถานที่สาธารณะอื่น ๆ..... ในหลาย ๆ ประเทศ .....ฟังดูดีไม่ต้องมีการบังคับเลย

"ถึงแม้ถ้าจะผ่านเรื่องการระบาดนี้ไปแล้ว การควบคุมในเรื่องเหล่านี้ก็น่าจะยิ่งเข้มข้นขึ้นได้อีก"

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำพูดของ Henry Kissinger ในการประชุมบิลเดอร์เบอร์กเมื่อปี 1992

"ชาวอเมริกันมีความรู้สึกโกรธถ้าจะมีกองกำลังของ UN เข้ามาจัดระเบียบใน LA ....แต่ในวันถัดไป พวกเขาจะรู้สึกเป็นบุญคุณ ! เรื่องนี้จะเป็นจริงได้ถ้าพวกเขาจะได้รับการบอกกล่าวว่ากำลังมีการคุกคามจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเมคขึ้นมา ...มันจะเป็นอย่างนั้นในระดับโลกได้เลย และคนทั้งโลกจะเรียกร้องหาผู้นำของโลกให้นำพาพวกเขาให้พ้นจากอันตราย ....สิ่งที่ทุกคนกลัวคือความไม่รู้ ถ้าเราพรีเซนต์ให้เกิด scenario แบบที่ว่านี้ ...พวกเขาก็เต็มใจและพร้อมที่จะสละสิทธิส่วนบุคคลของพวกเขา..แลกกับการได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลแห่งโลก"

จุดที่เด่นในคำพูดนี้คือ สิ่งที่พวกเขาบอกว่าไม่แคร์เลยว่าจะสร้าง panic ในหมู่ชนด้วยภัยจากเหตุการณ์ธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ที่สร้างขึ้นมา ....มันจะเสียหายแค่ไหนก็ได้ ขอให้พวกเขาได้บรรลุเป้าหมายเท่านั้น พวกเขาขอได้ปกครองประชากรส่วนที่เหลืออยู่ในโลก หลังจากที่มีการลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้ ....มันจะง่ายกว่าที่จะปกครองกลุ่มคนที่น้อยกว่า และจะยิ่งดีขึ้นถ้าคนเหล่านั้นจะมีจุดอ่อนที่ถูกลดระดับภูมิคุ้มกันโรค คงจะง่ายที่ไม่มีการต่อต้านเลย

ในขณะที่เรากำลังต่อสู้กับ "ศัตรูที่มองไม่เห็น" ...ผู้ที่กำลังจะได้ประโยชน์จากการระบาดครั้งนี้ ก็ได้จ่ายลูกไปยังกองหน้าแล้ว คนเหล่านี้กำลังบอกเราว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง ..ไม่ต้องกลัวนะ พวกเขากำลังจะเร่งการผลิตวัคซีนให้แล้ว

*****************

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

Arcadia Economics
Jim Willie : The Corona Truth The Govt Won't Tell You
May 1, 2020

*****โปรดใช้วิจารณญาน*****

4:40....Jim Willie....ตอนนี้ผมมีฮีโร่คนใหม่แล้ว Robert Kennedy Jr. (หลานอดีตปธน.เคนเนดี้) ..ผมคิดว่าเขาได้รับ attack dog mission จากปธน.ทรัมพ์ให้ตามล่าตามล้างชื่อเสียงของบิล เกตส์ และมูลนิธิของเขา เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีโอกาสเข้าสภาได้ หรือปรากฏตัวต่อสาธารณชนได้ หรือแม้กระทั่งอยากหนีออกจากประเทศไปเลย

ผมคิดว่าที่ผ่านมา โรเบิร์ต เคนเนดี้ จูเนียร์ ทำได้ดีมากแล้ว เขาทำได้เร็ว ..มีการเก็บประวัติการใช้วัคซีนของเกตส์ เช่นการทำให้ประชาชนอินเดียเกือบ 5 แสนคน ต้องเป็นอัมพาตจากโปลิโอ ซึ่งเกตส์เป็นผู้เสนอให้ฟรีต่อคนอินเดีย มีการเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนจนคนยากจนจำนวนมากเข้าร่วมโครงการ ....ดูเหมือนเขาต้องการให้มีตัวอย่าง casualties จำนวนมาก เป็น living casualties ที่ไม่ตาย

เคนเนดี้ยังตามเก็บประวัติในอีก 3-4 ประเทศในอัฟริกาตะวันตกที่บิล เกตส์เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องของอีโบล่าที่เริ่มจากวัคซีนของเกตส์โดยกลุ่มกาชาด ..เรื่องนี้ทำให้พวกผู้นำชนเผ่าในประเทศเหล่านั้นขับไล่กาชาดของเกตส์กับโซรอสออกจากประเทศ พอไม่มีกาชาดในประเทศ อีโบล่าก็พลอยหายไปด้วย

เรื่องของวัคซีนนี้ถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ...นี่ไม่ใช่วัคซีนจริง ๆ มันแค่ถูกเรียกอย่างนั้นเอง มันเป็นค็อกเทลของไวรัสและสารพิษ มันทำสิ่งตรงข้ามกับวัคซีนทั่วไป แทนที่จะให้ภูมิคุ้มกัน มันกลับเข้าไปทำลายภูมิคุ้มกัน ทำให้เป็นง่อย หรือหมดสมรรถภาพการทำงานตลอดชีวิต

ทรัมพ์กำลังพยายามกำจัดกฏหมายที่เหมือนเป็นเกราะป้องกันให้กับ Big Pharma ทั้งหลาย ที่ทำให้ไม่สามารถมีผู้ฟ้องร้องบริษัทเหล่านี้ได้สำเร็จในเรื่องใหญ่ ๆได้เลย ...เพิ่งมีสำเร็จได้ในกรณี autism .....ผมยังหวังให้โรเบิร์ต เคนเนดี้ ทำงานร่วมกับลูกพี่ลูกน้องอีกคน นั่นคือ จอห์น เคนเนดี้ จูเนียร์ (ลูกชายอดีตปธน.เคนเนดี้..ทีมีข่าวตกเครื่องบินเสียชีวิต แต่ก็มีข่าวลือว่าเขาคือ Q...ผู้แปล)

11:10......Jim.....สิ่งที่เราต้องพิจารณาคือสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน มันยากมากที่จะทำให้กลับไปเหมือนเดิม ไม่ง่ายที่จะ restart ...ผมอยากจะบอกว่า พวกเราต้องหยุดตายกันเสียก่อนถึงจะ reset ระบบได้ ฟังดูเหมือนพูดกระทบ

ตอนนี้มีการสร้างตัวเลขหลอกที่มันอเมซิ่งมาก ผมได้รับรายงานตัวเลขแปลก ๆ จากผู้ที่เป็นสมาชิกของผม เกี่ยวกับเคสที่แตกต่างกันของผู้เสียชีวิตจากโคโรน่าไวรัส มีรายหนึ่งมีญาติเสียชีวิตจากโรคชรา แต่ก่อนตายมีเหงื่อออกบริเวณหน้าผาก จึงถูกประกาศว่าเป็นการตายจากโคโรน่า ครอบครัวจึงต้องถูกกัก 14 วัน ..อีกรายญาติเสียชีวิตจากโรคหัวใจ นาทีสุดท้ายก่อนตายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จึงถูกแจ้งว่า Corona Death ...อีกรายที่อเมซิ่งมากคือประสบอุบัติเหตุทางรถยนตร์ นาทีสุดท้ายก็มีเครื่องช่วยหายใจเหมือนกัน ก็ Corona Death อีก ...อีกรายใช้ยาเสพติดเกินขนาด ก็ใช่อีก ....ผมถึงได้พูดว่า เราต้องหยุดตายกันเสียก่อน เพราะพวกเขาพยายามทำให้การเสียชีวิตจากโรคระบาดเป็นเรื่องใหญ่จนเราไม่สามารถเริ่มสตาร์ทเศรษฐกิจใหม่อีกได้เลย จนกว่าจะมีการลดจำนวนผู้เสียชีวิตอีกอย่างมากเสียก่อน

ผมได้ข่าวว่า มีการจ่ายถึง $4,600 ต่อรายของการเสียชีวิตที่มีการล้มเหลวของระบบการหายใจ ...ถ้ามีการใช้เครื่องช่วยหายใจก็จะได้ถึง $13,000 ...ถ้าประกาศไปเลยว่าเป็นการตายจากโคโรน่าไวรัส ก็จะถึง $39,000 ที่คือกฏของ Medicare ...ผมแน่ใจว่านี่เป็นเงินจาก Rockefeller Institute .......Medicaid เป็นระบบอาชญากรรมที่น่ากลัวมาก ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสถาบัน Rockefeller ถึง $1.6 ล้านล้าน

สรุปก็คือทุกโรคที่เกี่ยวกับระบบการหายใจ เช่นนิวมอเนีย วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ หรือแม้แต่โคโรน่า ..การตายทั้งหมดที่เกี่ยวกับโรคปอดจะถูกขึ้นป้าย label รวมเป็น Corona Death ...เห็นได้ว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับ pandemic เลย

ถ้าเอาข้อมูลของ top ten blue states (รัฐที่มีผู้ว่าฯจากเดโมแครท) ที่มีประชากรประมาณ 130-150 ล้านคน มีผู้ป่วยโคโรน่ารวม 34,600 ราย ..แต่ใน top ten red states (ผู้ว่าฯจากรีพับลิกัน) มีแค่ 2,600 ราย ....ตัวเลขมันต่างกันมากจนเหลือเชื่อ นี่คือ medical fraud

มหาวิทยาลัย Southern California มีการศึกษากรณีคนติดเชื้อ 300,000 ราย พบว่ามีอัตราการตาย 0.1% ซึ่งน้อยกว่าไข้หวัดธรรมดาซะอีก ..นี่เท่ากับว่าเรามีการชัตดาวน์เศรษฐกิจของโลก..เพียงเพราะว่าเราเผชิญกับสิ่งที่มัน deadly น้อยกว่าไข้หวัดธรรมดาเนี่ยนา

ต้องให้ CNN และบรรดาสื่อทั้งหลายออกข่าวเป็นอัตราการตายที่ 6-7% จึงจะเป็นเหตุผลพอที่จะชัตดาวน์เศรษฐกิจได้ ......ผมก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอาชญากรรมนี้ว่าอะไรดี ......แล้ว Fauci ตอนนี้หายไปไหน ไม่เห็นมาสิบกว่าวันแล้ว หรือถูกนำไปเก็บที่กวนตานาโมแล้ว

CDC ตอนนี้ได้กลายเป็นบริษัทขายวัคซีนที่เน้นทำกำไรไปแล้ว แต่เป็นวัคซีนที่มีการเจือสารแปลกปลอม.....ผมหวังว่าทรัมพ์คงจะเข้ามาหยุดเรื่องนี้ซะที

37:20....มาดูในเรื่อง big picture ...ในสามปีมานี้เราจะได้ยินเรื่อง dedollarization กันมาก หลายประเทศในโลกนี้พากันทิ้งเงินดอลล่าร์ ....จีนทิ้งลงไปในโครงการ Belt Road Initiative ของตนมาตลอด จนเมื่อปีที่แล้ว มีการใช้เงินถึง $1.3 ล้านล้านในโครงการนี้ .....มันมากพอเป็น critical mass (มวลวิกฤต) ทำให้การดั๊มพ์ทิ้งดอลล่าร์ที่กลายเป็นปรากฏการณ์มาตลอดสองปีมานี้ มันไปเขย่าฐานของพันธบัตรจนทำให้เราเห็นถึงการพังของตลาด repo เมื่อกันยายนที่ผ่านมา ...เมื่อธนาคารขาดสภาพคล่องจนอยาก redeem พันธบัตรในมือ ....ถ้าคุณได้เห็นปริมาณที่ว่ามากแล้วของตลาด repo คุณน่าจะต้องรู้ว่านั่นคือยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ....จำนวนมหาศาลที่อยู่ใต้นั้นลงไปคือ ตราสารอนุพันธ์ Interest Rate Swap ....นี่คือ swap trade (การซื้อความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย) ที่พวกเฮ็ดจ์ฟันด์จะชอร์ตอัตราดอกเบี้ย และลองพันธบัตร US Treasury (เพื่อไม่ให้นักลงทุนทิ้งพันธบัตร...ผู้แปล) .....แต่ผมมีข่าวจะบอก..ว่ามันพังลงแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ....จน Fed ต้องเข้ามาพิมพ์เงินเพื่อซื้อทุกอย่างที่เห็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นของใคร

https://youtu.be/AMmsL0JX6AY

แชร์โพสต์นี้


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
ตอบกลับหัวข้อนี้...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Sign in to follow this  

×
×
  • Create New...