Jump to content

apache

Members
  • Content Count

    313
  • Joined

  • Last visited

  • Days Won

    3
  • แต้มสะสม

    376 [ Donate ]

apache last won the day on January 9

apache had the most liked content!

Community Reputation

151 Excellent

About apache

  • Rank
    นักวิเคราะห์ระบบ

Recent Profile Visitors

The recent visitors block is disabled and is not being shown to other users.

  1. สหรัฐปราชัยครั้งใหญ่ในยุโรป ไม่มีใครเอาด้วยกับการคว่ำบาตรหัวเหว่ยและ5g เพราะถ้าใช้5gของหัวเหว่ยแล้วสหรัฐล้วงความลับไม่ได้! !!!!!!!!!! เมื่อวานนี้มีแผ่นดินสั่นสะเทือนประกาศจากประเทศเยอรมนี หลังจากการตรวจสอบเป็นเวลานานและอยู่ภายใต้แรงกดดันที่หนักที่สุดจากสหรัฐอเมริกาและด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในรัฐบาลเยอรมนีได้ประกาศเชิญหัวเว่ยให้สร้างเครือข่าย 5G มันพิสูจน์ให้เห็นถึงอิทธิพลอย่างมากของ Chancellor Angela Merkel ที่ชื่นชอบ Huawei 5G มาโดยตลอด นี่มัน Huawei 5G ชนะการรับรอง EU ทั้งหมดและ UK ก็เช่นกัน นี่เป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ฉันอยากรู้อยู่เสมอว่าทำไมสหรัฐอเมริกาถึงปิดกั้นหรือทำลาย Huawei 5G? ทำไม?? คำถามคือเหตุใดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสหรัฐฯจึงมีอิทธิพลเหนือ GB และยุโรป มีเรื่องราวเบื้องหลังไททานิคเปลี่ยนความมั่งคั่งของสหรัฐ มันคือสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เปิดเผยความลับสุดยอดของ CIA ที่ยืนยงมานานในประเทศพันธมิตร 120 ประเทศผ่านประตูหลังของเครื่องเข้ารหัส Crypto AG ที่ขายให้กับทุกประเทศทั่วโลกยกเว้นจีนและรัสเซีย CIA เป็นเจ้าของและควบคุม บริษัท Crypto AG ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของธนาคารลับของสวิสเซอร์แลนด์และที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของตระกูล Rothschild Crypto AG ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสอดแนมในทุกประเทศทั่วโลก หน่วยงานลับของเยอรมนีควรจะเป็นหุ้นส่วน แต่ซีไอเอยังได้เห็นการสนทนาของ Angela Merkel ดังนั้นข้อมูลทั่วโลกรวมถึงกิจกรรมลับของธนาคารจึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ CIA (นั่นเป็นสาเหตุที่สหรัฐฯรู้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริตนักการเมืองที่คดโกงและผู้ฟอกเงิน และซีไอเอได้สอดแนมพันธมิตรทั้งหมดของสหรัฐฯ (เพื่อน ๆ ไม่ได้รับการยกเว้น) ดังนั้นสหรัฐอเมริกามีกำมือของโลก เหตุผลที่สวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยงานประปาเล็ก ๆ ในสหรัฐอเมริกาอันเนื่องมาจาก ผู้บริหารของทรัมป์กล่าวหาว่าสวิตเซอร์แลนด์ว่ามีการเกินดุลทางการค้ากับสหรัฐฯมากเกินไป และสหรัฐอเมริการะบุว่าสวิสเซอร์แลนด์ในรายการการจัดการสกุลเงิน และขู่ว่าจะแสดงรายการสวิตเซอร์แลนด์เป็นเครื่องมือจัดการสกุลเงินอีกครั้งเว้นแต่ว่า !!!! สิ่งที่ต้องทำกับ Huawei 5G เพราะถ้าโลกนำ Huawei 5G มาใช้ซีไอเอจะไม่สามารถสืบหาพวกเขาได้อีกต่อไป หัวเว่ย 5G มีความปลอดภัยมากจนไม่มีประตูหลังที่จะทำให้ซีไอเอฝ่าฟันและสอดแนมโลก นั่นคือบทสรุปโดยย่อ เนื่องจากสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนส่วนใหญ่ในโลกอีกต่อไปรวมถึงพันธมิตร - มหาบริทเต็น ฝรั่งเศสเยอรมนีและสหภาพยุโรป ร่าเริง นี่เป็นราคาที่ต้องจ่ายมาก! Paisal Puechmongkol
  2. "ครูผู้ซื่อสัตย์" ครูหนุ่มลำพูนวิ่งไล่นร.ที่วิ่งหนีไปทางแม่น้ำแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือของหลวง ก็หลุดมือจมลงน้ำไป ครูหนุ่มทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งกลุ้มใจอยู่ริมน้ำ ทันใดนั้นเอง... เทวดาก็ลอยขึ้นมาจากผิวน้ำแล้วถามว่า "มีปัญหาอะไรรึ" "โทรศัพท์มือถือหลวงของผมตกลงไปในน้ำแล้ว และตรงนี้น้ำลึกมาก กลับไปผมจะต้องถูกเขตตั้งกรรมการสอบสวน ต้องถูกพิจารณาลงโทษทางวินัย และจะต้องชดใช้ค่าเสียหายอีกด้วย" เทวดาได้ยินดังนั้นก็ดำน้ำลงไปสักพัก แล้วขึ้นมาพร้อมกับโทรศัพท์ไอโฟน6 ทำด้วยทองคำ "เอ้า!! โทรศัพท์นี้ใช่ของเจ้ารึไม่?" เทวดาถามครูหนุ่ม "ไม่ใช่ครับ" เทวดาก็ดำน้ำลงไปอีกครั้ง กลับขึ้นมาพร้อมกับโทรศัพท์ไอโฟน6 ทำด้วยเงิน "เอ้า!! แล้วอันนี้หล่ะใช่ของเจ้ารึไม่?" "ไม่ใช่ครับ โทรศัพท์หลวงของผมโนเกียสภาพเก่าๆ ไม่ได้ทำด้วยเงินหรือทอง" เทวดาจึงดำลงน้ำไปอีกครั้ง แล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับโทรศัพท์โนเกียเก่าๆของครูหนุ่ม "เอ้า โทรศัพท์ของเจ้า แต่.. เราเห็นเจ้าเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไม่โกหก เราจะให้โทรศัพท์ไอโฟนเงินกับทองคำแก่เจ้าไปด้วย เพื่อตอบแทนในการที่เจ้าเป็นคนดี" ครูหนุ่มจึงรับโทรศัพท์ทั้ง3เครื่องไว้ แล้วกลับบ้านด้วยความสุข หนึ่งเดือนต่อมา...... ระหว่างที่ครูหนุ่มกำลังเดินเล่นอยู่ริมน้ำ พร้อมกับภรรยาของเขาอยู่นั้น ภรรยาก็ลื่นตกน้ำไป ครูหนุ่มทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งเสียใจอยู่ริมน้ำ ทันใดนั้นเทวดาองค์เดิมก็ปรากฏกายออกมาอีกครั้ง "เอ้า!! คราวนี้เจ้ามีปัญหาอะไรรึ" "ภรรยาของผมลื่นตกน้ำไปเมื่อกี้นี้ครับ" ได้ยินดังนั้นเทวดาจึงดำน้ำลงไป และขึ้นมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่หน้าตาทรวดทรงเหมือนกับอั้มพัชราภายังไงยังงั้น "ผู้หญิงคนนี้ใช่ภรรยาเจ้ารึไม่?" "ใช่แล้วครับ" ครูหนุ่มตอบทันที เทวดาโกรธมาก เพราะเห็นว่าครูหนุ่มโกหก และไม่ซื่อสัตย์เหมือนก่อน "ขออภัยด้วยครับ..ท่านเทวดา มันเป็นการเข้าใจผิดโปรดฟังผมชี้แจงก่อน" ครูหนุ่มรีบชี้แจงทันใด "ถ้าเกิดผมตอบว่า..ไม่ใช่ ผมเดาว่าท่านก็คงจะลงไปในน้ำอีกครั้ง แล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับผู้หญิงที่หน้าตาและหุ่นเหมือนกับแพนเค้ก และเมื่อผมปฏิเสธอีก ท่านก็คงจะดำลงไปอีกครั้ง แล้วนำภรรยาตัวจริงของผมขึ้นมา สุดท้าย.. ท่านก็คงจะมอบผู้หญิงอีก2คนนั้นให้กับผมด้วย เพื่อตอบแทนที่ผมไม่โกหก แต่ว่า.... ผมเป็นแค่ครูบ้านนอก จะมีปัญญาอะไรไปหาเงินเลี้ยงภรรยาพร้อมกัน3คนได้... ผมจึงจำเป็นต้องตอบว่าใช่ตั้งแต่แรก" เทวดา: "เออ!!! จริงของมึง" นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ... เมื่อใดที่จำเป็นต้องโกหก แสดงว่าเขาจะต้องมีเหตุผลที่จำเป็น และมีเจตนาดีเสมอ
  3. เมื่อ “ทรัมป์ 1” เจอ “ทรัมป์ 2” บ้าก็บ้าวะ เมื่อ “ทรัมป์ 1” ดันต้องโคจรมาเจอ มาวัดช่วงชกกับ “ทรัมป์ 2” อะไรจะเกิดขึ้น??? อันนี้...ถ้าหากเป็นมวยไทย ก็น่าจะประมาณ “มวยคู่เอก” ใน ศึกวันทรงชัย” นั่นแหละทั่น!!! คือ “ทรัมป์ 1” นั้น ย่อมหนีไม่พ้นไปจาก “ทรัมป์บ้า” เจ้าของทรงผมเชิงหมาแหงน ผู้นำอเมริกาเขานั่นแหละ ส่วน “ทรัมป์ 2” ที่ว่ากันว่า...มีบุคลิก ลีลา แทบไม่ต่างไปจาก “ทรัมป์บ้า” ก็คงต้องเป็น “นายบอริส จอห์นสัน” ผู้แทบไม่เคยหวีผม หรือเจ้าของทรงผมทรงกระเซิง นายกรัฐมนตรีอังกฤษนั่นเอง... มวยคู่นี้...อันที่จริงน่าจะมาจากค่ายเดียวกัน คือค่าย “แองโกล-อเมริกัน” อันเป็นค่ายที่บรรดาพวกที่หลงใหลได้ปลื้มกับความเป็นฝรั่งผิวขาว หรือที่เรียกๆ กันว่าพวก “White Supremacy” เคยฝันหวานมานานแล้วและโดยตลอด ว่าควรจะเป็นผู้ครองโลก หรือเป็น “รัฐบาลโลก” เพื่อปกครองดูแลพวกที่ไม่ใช่ผิวขาว หรือพวกที่ไม่ใช่ชาวตะวันตก อันเป็นมวลมนุษย์ที่ไม่ได้เก่ง ไม่ได้ฉลาด เหมือนบรรดาฝรั่งทั้งหลาย การถอนตัวออกจากความเป็นส่วนหนึ่งของ “สหภาพยุโรป” ของอังกฤษ หรือที่เรียกๆ กันว่าเบร็กส่ง เบร็กซิต อะไรก็แล้วแต่ โดยมีแนวโน้มที่จะหันมารับใช้ใกล้ชิดกับอเมริกา อันเป็นสิ่งที่ผู้นำอังกฤษอย่าง “นายบอริส จอห์นสัน” แสดงให้เห็นมาโดยตลอด จึงทำให้ใครต่อใครเคยคิดๆ กันไปว่า โอกาสที่จะได้เห็น “รัฐบาลโลก” ตามแบบ “แองโกล-อเมริกัน” ที่ว่า อาจอุบัติขึ้นมาในอีกไม่นาน-ไม่ช้า นับจากนี้... แต่เผอิญภายใต้แนวโน้มที่ว่า...ดันมี “บริษัทจีน” อย่างบริษัท “หัวเว่ย” เข้ามาชำแรกแทรกซ้อนขึ้นมาซะนี่!!! คือระหว่างที่ “ทรัมป์ 1” หรือ “ทรัมป์บ้า” กำลังคิดเล่นงาน กำลังหาทางเหยียบ หาทางกระทืบ บริษัทธุรกิจสื่อสารของจีน ที่ถือเป็นผู้นำเทคโนโลยี 5G อย่างมันส์ส์ส์มือ มันส์ส์ส์ตีน มาโดยตลอด ไม่ว่าภายใน หรือภายนอกประเทศอเมริกา พยายามยุแยงตะแคงรั่วให้บรรดาประเทศต่างๆ ทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะ “พันธมิตร” ของอเมริกา เลิกใช้ เลิกยุ่งเกี่ยวกับบริษัทจีนอย่าง “หัวเว่ย” ชนิดไม่ต่างอะไรไปจากการทำ “สงคราม” เอาเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับบรรดาพันธมิตรในยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ ภายใต้การนำของ “ทรัมป์ 2” หรือของ “นายบอริส จอห์สัน” กลับไม่คิดจะเอาด้วย หรือไม่เห็นควรด้วย เอาดื้อๆ “ทรัมป์ 1” กับ “ทรัมป์ 2” เลยต้องหันมาฉะกันเอง หรือต้องโดดขึ้นเวที “ศึกวันทรงชัย” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้เลย... ตามข่าวคราวที่เว็บไซต์ข่าวธุรกิจ การเงิน อันทรงอิทธิพลของอเมริกา “Business Insider” ได้นำมาเปิดเผยเมื่อช่วงวันจันทร์ (17 ก.พ.) ที่ผ่านมา พอสรุปใจความได้ว่า นอกจากผู้นำอเมริกาจะโทรศัพท์สั่งการจากเครื่องบินประจำตำแหน่ง “แอร์ฟอร์ซ วัน” ให้เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำประเทศเยอรมนี ออกมาขู่บรรดาประเทศต่างๆ ในยุโรป ว่าการเปิดช่อง เปิดทางให้กับบริษัทเทคโนโลยีสื่อสารของจีน อย่างบริษัท “หัวเว่ย” นั้น จะทำให้เกิด “ความเสี่ยง” ในการ “แบ่งปันข้อมูลด้านข่าวกรอง” กับอเมริกา หรือทำให้ต้องถูกตัดญาติขาดมิตรกันในด้านการข่าว อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ “ทรัมป์บ้า” หรือ “ทรัมป์ 1” ยังได้ต่อสายโดยตรงไปยัง “ทรัมป์ 2” เพื่อสั่งการในเรื่องทำนองนี้อีกต่างหาก แต่เมื่อ “บ้าเจอบ้า” การข่มขู่ หรือการอาศัย “ลูกบ้า” ของ “ทรัมป์ 1” นอกจากจะไม่ได้บังเกิดผลใดๆ แล้ว ยังส่งผลให้ “ทรัมป์ 2” ออกอาการฉุนขาดซะอีกต่างหาก โดยเฉพาะเมื่อถูก “ทรัมป์ 1” วางหูโทรศัพท์ใส่หูเอาดื้อๆ... การประกาศยกเลิกกำหนดการเดินทางไปเยือนอเมริกาของผู้นำอังกฤษ ในเดือนมีนาคมที่เคยกำหนดเอาไว้แล้ว จึงถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด หรือจนกว่าจะถึงช่วงฤดูร้อนโน่นเลย และยังส่งผลลุกลามไปถึงประเทศอดีตอาณานิคมของอังกฤษอย่างออสเตรเลีย ที่หันมาถือหางอเมริกาในกรณีการทำสงครามกับ “หัวเว่ย” แบบพร้อมจะลงห้วย ลงเหวได้ทุกเมื่อ หรือทำให้คณะกรรมาธิการการข่าวและความมั่นคงแห่งรัฐสภาออสเตรเลีย ที่เคยกำหนดการว่าจะเดินทางไปเยือนประเทศอังกฤษในเดือนเมษายนที่จะถึง ตัดสินใจยกเลิกหมายกำหนดการเอาดื้อๆ ตามรายงานข่าวที่หนังสือพิมพ์ออสเตรเลีย “Sydney Morning Herald” ได้ระบุเอาไว้... ด้วยลักษณะอาการเช่นนี้ อาจพอสรุปได้ว่า...ความเป็น “แองโกล-อเมริกัน” หรือความเป็นฝรั่งผิวขาว ที่เคยก่อให้เกิดความหลงใหลได้ปลื้มต่อบรรดาพวก “White Supremacy” ทั้งหลาย มาถึง ณ ขณะนี้...ก็พอสะท้อนให้เห็นถึงรอยแยก รอยแตก อยู่พอสมควร โดยเฉพาะระหว่างผู้นำอเมริกากับผู้นำอังกฤษ หรือระหว่าง “ทรัมป์ 1” กับ “ทรัมป์ 2” ที่ต่างก็มี “ลูกบ้า” ด้วยกันทั้งคู่ ส่วนอะไรที่ทำให้ “ทรัมป์ 2” หรือทำให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษ อย่าง “นายบอริส จอห์สัน” ถึงกล้าหือกล้าสวนลูกบ้ากับ “ทรัมป์ 1” อย่างชนิด “บ้าก็บ้าวะ” ด้วยการเปิดช่อง เปิดทาง ให้บริษัทจีนอย่าง “หัวเว่ย” เข้าไปมีส่วนรวมในการพัฒนาเครือข่ายระบบ 5G ในอังกฤษนั้น สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนว่าคอลัมนิสต์ของ “เอเชียไทมส์” อย่าง “นายเดวิด พี. โกลด์แมน” จะตอบคำถามเอาไว้ได้ชัดเจนเอามากๆ ในข้อเขียน บทความ เรื่อง “Why the US is losing its war against Huwei” ที่เว็บไซต์ “ผู้จัดการ” ของหมู่เฮานำมาแปลและถ่ายทอดในชื่อว่า “ทำไมสหรัฐฯ กำลังพ่ายแพ้ในสงครามต่อต้านหัวเว่ย” เมื่อช่วงวันอังคาร (18 ก.พ.) ที่ผ่านมา ใครที่อยากรู้รายละเอียดลองคลิกไปอ่านกันเอาเองก็แล้วกัน... แต่ถ้าสรุปโดยคร่าวๆ ก็คงประมาณว่า...น่าจะเป็นเพราะชาวผิวเหลือง หรือ “มังกรจีน” อย่างบริษัทหัวเว่ยนั้น ได้เลื้อยไปฟักไข่ หรือไปสร้างรากฐานอยู่ใน “โครงสร้างทางวิศวกรรมโทรคมนาคม” ของเกาะอังกฤษมานานแล้ว ถึงขนาดว่าจ้างให้อดีตประธานความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสารของอังกฤษ เป็นผู้ควบคุมดูแลธุรกิจของหัวเว่ยในอังกฤษมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 โน่นเลย เคยอัดเงินลงทุนระดับนับเป็นพันๆ ล้านปอนด์ ให้กับประเทศอังกฤษ มากซะยิ่งกว่าการไปหาซื้อสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ ลีค ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ความเป็นชาวผิวเหลือง หรือผิวขาว มันจึงแทบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องเงินๆ-ทองๆ เรื่องของ “ผลประโยชน์” หรือ “กำไร” ที่ย่อมอยู่เหนือไปกว่าความเป็นเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใดๆ ด้วยกันทั้งสิ้น... ยิ่งในช่วงจังหวะที่ “ความเป็นฝรั่ง” หรือ “ความเป็นตะวันตก” มันชักออกอาการ “Westlessness” หรือออกอาการเสื่อมถอย เสื่อมโทรม จนต้องถูกหยิบไปเป็นประเด็นในหัวข้อการประชุมความมั่นคงระดับโลก หรือการประชุม “Munich Security Conference” เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การหันมา “ยอมรับความจริง” หรือยอมรับความเป็นไปของโลก ที่มันไม่ได้เป็นโลกของฝรั่ง หรือโลกที่อยู่ภายใต้การครอบงำของ “ตะวันตก” เหมือนอย่างไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมาต่อไปอีกแล้ว จึงเป็นสิ่งที่มิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงอีกต่อไปได้เลย หรืออย่างที่ประธานองค์กร “Center for China and Globalization” “นายWang Huiyao” ท่านพยายามเสนอแนะไว้ในข้อเขียน บทความ เรื่อง “Time to seek more inclusive world order in era of Westlessness” ในสื่อทางการของจีน อย่าง “Global Times” เมื่อช่วงวันอังคารที่ผ่านมานั่นแหละว่า มีแต่ต้องพยายามหาทางรวมเอา “ความเป็นตะวันออก” และ “ความเป็นตะวันตก” เข้าเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันให้จงได้ มันถึงจะเหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นไปของโลกยุคใหม่ หรืออาจนำไปสู่ “ระเบียบโลกแบบใหม่” ที่ตั้งอยู่บนบรรทัดฐานแห่งความเสมอภาคและเท่าเทียมของ “เพื่อนมนุษย์” หรือของมวลมนุษยชาติได้จริงๆ... โดย: ทับทิม พญาไท
  4. ผู้เชี่ยวชาญไวรัสวิทยา เปิดข้อมูล “โควิด-19” ชี้อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นเสี่ยงอันตรายสุด "หมอยง" เผยข้อมูลจากจีน พบยิ่งอายุมากป่วยอัตราเสียชีวิตยิ่งสูง ขณะคนป่วยกลุ่มใหญ่อายุตั้งแต่ 30-79 ปี เทียบเด็กเล็กต่ำกว่า 10 ปี ยังไม่มีเสียชีวิต ชายป่วยมากกว่าหญิง ยิ่งมีโรคประจำตัวยิ่งเพิ่มโอกาส วันนี้ (19 ก.พ.) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "โควิด-19"(Covid-19) ระบุว่า ข้อมูลของโรคของโรค โควิด 19 ข้อมูลทางการจีน ได้สรุปออกมาแล้ว จากจำนวนผู้ป่วยมากกว่า 72,000 ราย โดยสรุปว่า 1. อายุผู้ป่วยที่พบบ่อย จะอยู่ระหว่าง 30 ถึง 79 ปีคิดเป็นร้อยละเกือบ 90 2. อาการส่วนใหญ่มีอาการน้อย คือ ไม่มีปอดอักเสบหรือมีเล็กน้อย หายใจไม่เกิน 30 ครั้งต่อนาทีถึงร้อยละ 80.9 ส่วนที่มีอาการมาก ถึงปอดบวม 13.8 และมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต 4.7% 3. อัตราการเสียชีวิตในเด็กน้อยมากถ้าต่ำกว่า 10 ปีไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลย จากจำนวน 416 ราย อายุระหว่าง 10 ถึง 40 ปีเสียชีวิตร้อยละ 0.2 และการเสียชีวิตจะมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้นคือ 40-50 ปีเสียชีวิตร้อยละ 0.4 50 ถึง 60 ปีเสียชีวิตร้อยละ 1.3 60 ถึง 69 ปีเสียชีวิตร้อยละ 3.6 70-79 ปีเสียชีวิตร้อยละ 8 มากกว่า 80 ปีเสียชีวิตร้อยละ 14.8 4. ผู้ป่วยเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 3.8% 5. อัตราส่วนของผู้ป่วยชายต่อหญิง เป็น 51.4 ต่อ 48.6 แต่การเสียชีวิตผู้ชายจะเสียชีวิตร้อยละ 2.8 ผู้หญิงเสียชีวิตร้อยละ 1.7 6. ผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะมีโรคอื่นอยู่ด้วย เช่นความดันโลหิตสูง 39.7 เปอร์เซ็นต์เบาหวาน 19.7 เปอร์เซ็นต์โรคหัวใจ 22.7 เปอร์เซ็นต์โรคทางเดินหายใจเพื่อรัง 7.9 เปอร์เซ็นต์โรคมะเร็ง 1.5 เปอร์เซ็นต์ 7. ผู้ป่วยเสียชีวิตไม่มีโรคประจำตัวเลยมีอยู่ร้อยละ 32.8 จากการศึกษาในข้อมูลที่ได้รับการวินิจฉัย ยังเชื่อว่าโดยเฉพาะในเด็กมีผู้ที่ติดเชื้อ แต่มีอาการน้อยและไม่ได้รับการวินิจฉัยอีกจำนวนหนึ่ง แหล่งที่มาของข้อมูลคือ China CDC Weekly ออนไลน์วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2020 เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่พบในประเทศจีนและเป็นรายงานอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นว่าในผู้ที่อายุต่ำกว่า 30 ปีลงมา ประมาณ 4,584 คน เสียชีวิต 8 คนหรือเสียชีวิตร้อยละ 0.08 อายุระหว่าง 30 ถึง 50 ปี เสียชีวิตอยู่ร้อยละ 0.3 โรคนี้จึงมีความสำคัญ หรือเป็นอันตรายกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะมีโรคประจำตัว ดังนั้นใครมีโรคประจำตัว พยายามดูแลตัวเอง ตรวจและวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลร่างกายให้แข็งแรง โดย: ผู้จัดการออนไลน์
  5. ถอดรหัส GM ถอยทัพ หมดห่วง GWM รับไม้ต่อ จริงหรือ? https://mgronline.com/motoring/detail/9630000016744
  6. เอเจนซีส์ – จีนเผยแพร่ผลการศึกษาจากกรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 กว่า 44,000 คนอย่างละเอียดครั้งแรก ชี้ 80% มีอาการไม่รุนแรง และอัตราเสียชีวิตต่ำ ส่วนกลุ่มเสี่ยงที่สุดคือคนป่วยและผู้สูงวัย นอกจากนั้นบุคลากรทางการแพทย์ยังเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งล่าสุดผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอู่ฮั่นเสียชีวิตจากไวรัสสายพันธุ์นี้ ในวันอังคาร (18 ก.พ.) มีรายงานว่า หลิว ซีหมิง วัย 51 ปี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอู่ชาง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลแถวหน้าในการรับมือไวรัสในเมืองอู่ฮั่น เป็นบุคลากรการแพทย์ระดับอาวุโสที่สุดที่เสียชีวิตจากไวรสโควิด-19 ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน (17 ก.พ.) ศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคของจีน (ซีซีดีซี) ได้เปิดเผยรายงานการศึกษากรณีการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งระบุว่า หูเป่ยที่มีอู่ฮั่นเป็นเมืองหลวง เป็นมณฑลที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสรุนแรงที่สุดในจีน โดยมีอัตราการเสียชีวิต 2.9% เทียบกับ 0.4% ทั่วประเทศ ซึ่งรายงานระบุอัตราการเสียชีวิตโดยรวมจากโควิด-19 ไว้ที่ 2.3% ทั้งนี้ ตัวเลขอย่างเป็นทางการล่าสุดที่จีนเผยแพร่เมื่อวันอังคารระบุจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดไว้ที่ 1,868 คน และติดเชื้อ 72,436 คน แต่ถ้านับเฉพาะวันจันทร์ (17 ก.พ.) มีผู้เสียชีวิต 98 คน และผู้ติดเชื้อ 1,886 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีผู้เสียชีวิต 93 คน กับผู้ติดเชื้อ 1,807 คนอยู่ในมณฑลหูเป่ย และผู้ที่ได้รับการรักษาหายแล้วกว่า 12,000 คน รายงานของซีซีดีซีที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารระบาดวิทยาของจีน ทำการศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียดจากข้อมูลผู้ที่ได้รับการยืนยันว่า ติดเชื้อ 44,672 คนทั่วประเทศจนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งพบว่าผู้ติดเชื้อ 80.9% มีอาการไม่รุนแรง, 13.8% อาการรุนแรง และมีเพียง 4.7% ที่อาการวิกฤต ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตในบรรดาผู้ติดเชื้อหรือที่เรียกว่า อัตราการเสียชีวิตนั้นยังถือว่าต่ำ แต่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนอายุ 80 ปีขึ้นไป และผู้ชายมีแนวโน้มเสียชีวิตมากกว่าผู้หญิง (2.8% ต่อ 1.7%) ผลศึกษายังระบุว่า ผู้ที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ตามด้วยเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และความดันโลหิตสูง สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อมีจำนวนทั้งสิ้น 3,019 คน ซึ่ง 1,716 คนได้รับการยืนยัน และมีผู้เสียชีวิต 5 คนจนถึงวันที่ 11 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการเก็บข้อมูล ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ จีนได้ขยายนิยามวิธีวินิจฉัยโรคโดยครอบคลุมกรณีการวินิจฉัยทางคลินิกที่เดิมถูกแยกออกจากกรณีที่ได้รับการยืนยัน นอกจากนั้นยังพบว่า กราฟการระบาดพุ่งสูงสุดในช่วงวันที่ 23-26 มกราคม ก่อนลดลงจนถึงวันที่ 11 ที่ผ่านมา รายงานชี้ว่า แนวโน้มขาลงของการระบาดโดยรวมอาจหมายความว่า การปิดเมือง การหมั่นเผยแพร่ข่าวสารสำคัญ เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากาก ฯลฯ ผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้งการรับมือของทีมเคลื่อนที่เร็ว กำลังช่วยยับยั้งการระบาด ถึงกระนั้น ผู้จัดทำรายงานก็เตือนว่า การที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มกลับจากวันหยุดยาว ทำให้ประเทศต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไวรัสอาจกลับมาระบาดอีกรอบ ไวรัสโควิด-19 ยังระบาดในหลายประเทศทั่วโลก โดยหลายคนกำลังสนใจสถานการณ์ของเรือสำราญ 2 ลำที่ได้รับการยืนยันแล้วว่า พบผู้ติดเชื้อ ลำแรกคือเรือไดมอนด์ปรินเซสส์ที่ถูกกักกันโรคอยู่นอกชายฝั่งเมืองโยโกฮามาของญี่ปุ่นมาตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ หลังพบชายฮ่องกงคนหนึ่งติดเชื้อ และล่าสุดมีผู้ติดเชื้อกว่า 450 คน จากผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 3,700 คน ส่งผลให้อเมริกาส่งเครื่องบินรับพลเมืองของตนจากเรือลำนี้กลับประเทศตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) และอีกหลายประเทศกำลังเตรียมดำเนินการแบบเดียวกัน อาทิ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ลำที่สองคือเรือเอ็มเอส เวสเตอร์ดัม ที่ถูกหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงไทย ไม่ให้เทียบท่าเนื่องจากกลัวว่า อาจมีผู้ติดเชื้อ แต่ในที่สุดเรือลำนี้ก็ได้รับอนุญาตให้จอดที่เมืองสีหนุวิลล์เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ก.พ.) หลังกัมพูชาระบุว่า ตรวจไม่พบผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มาเลเซียตรวจพบผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งที่มาจากเรือเวสเตอร์ดัมติดเชื้อ ทำให้ต้องมีการเร่งติดตามผู้โดยสารหลายร้อยคนที่ลงจากเรือลำนี้และออกเดินทางต่อไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงไทย อเมริกา และแคนาดา หลายประเทศประกาศงดรับชาวต่างชาติที่เคยเดินทางไปกับเรือเวสเตอร์ดัม ขณะที่กัมพูชาเผยว่า ยังมีผู้โดยสาร 255 คน และลูกเรือ 747 คนอยู่บนเรือ และผู้โดยสารกว่า 400 คนถูกส่งไปพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญระหว่างรอผลการตรวจ โดย: ผู้จัดการออนไลน์
  7. เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ใครที่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านข้อเขียน บทความ เรื่อง “Coronavirus solidifies US-China decoupling” ของ “Christina Lin” คอลัมนิสต์ “เอเชียไทมส์” ที่เว็บไซต์ “ผู้จัดการ” ของหมู่เฮา เพิ่งนำมาแปลและเผยแพร่ต่อไปหมาดๆ ในชื่อว่า “ไวรัสระบาดกำลังทำให้การหย่าร้างแยกขาดระหว่างสหรัฐฯ-จีน เป็นจริงเป็นจัง” ก็น่าจะลองไปหาอ่านโดยพลัน เพราะออกจะเป็นอะไรที่น่าสนใจหรือน่าคิด น่าสะกิดใจ เอามากๆ โดยเฉพาะอาจพอช่วยให้เกิด “สติ-ปัญญา” ในการ “มองโลก” มากไปกว่าการ “หูแหก-ตาแหก” แบบไร้สติ-ไร้ปัญญา เพราะมัวเอาแต่ “มองโรค” กลัวติดเชื้อ ติดโรค จนพล่านกันไปทั้งโลกอยู่ในทุกวันนี้... เพราะสิ่งที่มันอาจน่ากลัวซะยิ่งกว่า...ก็คือบรรยากาศแห่งความขัดแย้ง เกลียดโกรธ อาฆาต พยาบาท และริษยา ระหว่างสองอภิมหาอำนาจระดับโลกอย่างคุณพี่จีนและคุณพ่ออเมริกานั่นแหละ ที่นับวันมันจะแรงขึ้นๆ หนักขึ้นๆ จนทำให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญ ชำนาญการด้านกิจการระหว่างประเทศ ผู้ที่มีความลุ่มลึก ลึกซึ้ง ในการมองความเป็นไปของโลก ไม่ว่าตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต อย่างคุณปู่ “เฮนรี คิสซิงเจอร์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกายุค “นิกสัน” ท่านเคยออกมาเตือนๆ เอาไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในลักษณะที่แทบไม่ต่างไปจากการคาดการณ์ หรือการพยากรณ์ เอาไว้ประมาณว่า... “ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและอเมริกา อาจทำให้โลกทั้งโลกหนีไม่พ้นต้องเจอกับฉากสถานการณ์ที่เลวร้ายหนักซะยิ่งกว่ายุคสงครามโลกครั้งแรก” เอาเลยถึงขั้นนั้น... แม้ว่าคำเตือนที่ว่าของคุณปู่ “คิสซิงเจอร์” ...จะมีมาก่อนหน้าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “Covid-19” ไม่รู้กี่เดือนต่อกี่เดือน แต่ก็ดูจะไม่ได้ช่วยให้เกิดการลดราวาศอก เกิดความพยายามที่จะบรรเทา เบาบาง ความโกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท และริษยาใดๆลงไปได้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม...อุบัติการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวใหม่คราวนี้ กลับยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเกลียด ความชิงชัง ที่ฝังลึกลงไปในจิตสำนึก ทัศนคติ อารมณ์-ความรู้สึก โดยเฉพาะในหมู่นักการเมืองและผู้มีบทบาทอำนาจในอเมริกา ที่มีต่อ “คู่แข่ง” อย่างจีน ชนิดที่ยากส์ส์ส์จะหาทางกลบเกลื่อน ลบเลือนกันได้ง่ายๆ หรือยิ่งทำให้ “การหย่าร้างแยกขาด” ระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างที่คอลัมนิสต์ “เอเชียไทมส์” ว่าไว้ ยิ่งเป็นจริง-เป็นจัง หรือยิ่งเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปทุกที... ดังที่เคยไล่เรียงมาให้เห็นไปบ้างแล้วว่า...ขณะที่จีนกำลังเผชิญกับ “วิกฤต” เผชิญความฉิบหายเพราะโรคระบาด รัฐมนตรีพาณิชย์อเมริกาอย่าง “นายวิลเบอร์ รอสส์” กลับมองเป็น “โอกาส” ของอเมริกาไปซะนี่ ไม่ต่างไปจากที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจทำเนียบขาว อย่าง “นายแลร์รี คัดโลว์” ที่ได้จังหวะตามไปกระทืบรัฐบาลจีน หาว่าปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดของเชื้อโรค หรือ “นายทอม คอตตอน” วุฒิสมาชิกรัฐอาร์คันซอ ที่ฉวยโอกาสแพร่ไวรัสทางการเมือง ตั้งข้อสมมติฐานว่าเชื้อไวรัส “Covid-19” อาจเป็นเชื้อที่หลุดออกมาจากห้องแลปของรัฐบาลจีนไปซะอีกต่างหาก ล่าสุด...ก็ “นายริค สก็อตต์” วุฒิสมาชิกรัฐฟลอริดา ที่ออกมาเรียกร้อง “WHO” ให้กดดันรัฐบาลจีน ด้วยข้อกล่าวหาว่าพยายามปกปิดข้อมูลการติดเชื้อ และอะไรต่อมิอะไรที่ล้วนแสดงให้เห็นถึงความพยายามรุมเหยียบ รุมกระทืบซ้ำ อย่างไม่คิดจะปรานี-ปราศรัยใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย... ยิ่งระดับรัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีต่างประเทศ “นายมาร์ค เอสเปอร์” “นายไมค์ ปอมเปโอ” หรือแม้แต่ประธานสภาคองเกรส “นางแนนซี เพโลซี” ที่เป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามของประธานาธิบดีอเมริกันเอง แต่ในแง่จิตสำนึก ทัศนคติ และอารมณ์-ความรู้สึกที่มีต่อจีน แทบไม่ได้ผิดแผกแตกต่างกันเอาเลยแม้แต่น้อย คือขณะที่เพื่อนร่วมโลกกำลังต้องเผชิญกับโรคระบาด อันไม่ได้มีเชื้อชาติ สัญชาติ ไม่ได้อยู่ฝ่ายใด ไม่ได้คิดเป็นพันธมิตรกับชาติไหนๆ แต่พร้อมจะเป็นศัตรูมวลมนุษยชาติไปในทุกๆ ชาติภายใต้ภาวะเช่นนี้...แทนที่ควรแสดงออกถึงความเห็นอก เห็นใจ หรืออยู่เฉยๆ ก็ยังดี แต่ทั้ง “นายมาร์ค” “นายไมค์” รวมทั้ง “นางแนนซี” กลับฉวยโอกาสหันไปรุมกระทืบจีน หรือรุมกระทืบบริษัทเทคโนโลยีของจีน อย่างบริษัท “หัวเว่ย” ซะแทนที่... ท่ามกลางความจงเกลียด จงชัง ความเคียดแค้น อาฆาตพยาบาท และริษยา ในลักษณะเช่นนี้นี่เอง...กลับทำให้ความพยายามที่จะเอาชนะ “เชื้อโรค” อันถือเป็นศัตรูของมวลมนุษยชาติ ไม่ว่าชาติไหนต่อชาติไหนก็แล้วแต่ และไม่ว่าจะเป็น “คอมมิวนิสต์” หรือ “ประชาธิปไตย” ก็ตาม ยิ่งทำได้ยากลำบากยากเย็นยิ่งขึ้นไปอีก ดังที่ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายแห่งบริษัท “RAND” “นางJennifer Bouey” ได้ให้การกับคณะกรรมาธิการด้านกิจการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อไม่กี่วันมานี้หรือเมื่อช่วงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่าก่อนหน้านี้...ความร่วมมือระหว่างแพทย์และนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพของจีนและอเมริกา ในเรื่องการควบคุมและป้องกันโรคระบาดแต่ละรูป แต่ละแบบ ต่างมีมาโดยตลอด และเป็นไปโดยใกล้ชิดนับจากการแพร่ระบาดของ “โรคซาร์ส” เป็นต้นมา อันทำให้การป้องกันและควบคุมโรคระบาดต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลพอสมควร แต่ภายใต้ช่วงระยะเวลาประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา หรือช่วงระยะที่ “ทรัมป์บ้า” ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอเมริกา พร้อมกับความพยายามแพร่เชื้อโรค “Sinophobia” หรือ “โรคกลัวจีน” กันอย่างเป็นระบบ บรรดาความร่วมมือเหล่านี้เลยค่อยๆ ลดลงๆ จนถึงขั้นสะดุด หยุดกึก ในอีกไม่นาน-ไม่ช้า และนั่นเองที่ทำให้การเอาชนะโรคระบาดทั้งหลาย จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในแบบยากลำบากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ... และก็คงไม่ใช่แค่ความพยายามเอาชนะโรคระบาดเท่านั้น ที่อาจต้องลดทอนประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ไปเพราะความสัมพันธ์ที่แย่ลงๆ ระหว่างสองอภิมหาอำนาจอย่างจีนและอเมริกา แต่แม้กระทั่งความพยายามเอาชนะ “ความถดถอยทางเศรษฐกิจ” ซึ่งกำลังปรากฏให้เห็นกันระดับโลก ความย่ำแย่ของ “เศรษฐกิจจีน” ที่ว่ากันว่า อาจต้องเจอกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลงเหลือแค่ไม่ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดคราวนี้ ก็ไม่ได้ช่วยให้ “เศรษฐกิจอเมริกา” โตวัน โตคืนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม...แนวโน้มแห่งการถดถอยทางเศรษฐกิจของอเมริกา ที่ส่งสัญญาณให้เห็นค่อนข้างจะชัดเจน ไม่ว่าในปีนี้ หรือปีหน้าก็ตาม ก็ยิ่งน่าจะถด จะถอย ยิ่งขึ้นไปใหญ่ แค่ดูจาก “ราคาน้ำมัน” ที่หล่นวูบ หล่นวาบ ลดลงไปแล้วกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ นับจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีนเจอปัญหาเข้าจังๆ สิ่งเหล่านี้นี่แหละที่กำลังส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำมัน “Shale Oil” ของอเมริกาซึ่งเคยบูมๆ ทำท่าว่าอาจต้อง “เจ๊ง” กันไปเป็นราย อันเนื่องมาจาก “ต้นทุนการผลิต” ที่สูงกว่าราคาน้ำมันในตลาดยิ่งเข้าไปทุกที... เพียงเท่านี้...ก็พอสะท้อนให้เห็นถึง “ฉากสถานการณ์อันเลวร้าย” พอสมควรแล้ว แต่ถ้าบรรดาความเกลียด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท และริษยา ในหมู่ผู้มีบทบาทอำนาจทางการเมืองในอเมริกา ยังไม่ทุเลาเบาบาง หรือไม่ลดๆ ลงไปได้มั่ง โอกาสที่เราๆ-ทั่นๆ หรือบรรดาชาวโลกทั้งหลาย จะมีโอกาสได้เห็น “ฉากสถานการณ์ที่เลวร้ายซะยิ่งกว่าครั้งสงครามโลกครั้งที่ 1” อย่างที่คุณปู่ “คิสซิงเจอร์” ท่านได้เตือนๆ หรือได้พยากรณ์เอาไว้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาซะเลย... โดย: ทับทิม พญาไท
  8. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2020 สำนักข่าว Business Insider รายงานว่า นายบอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้ประกาศยกเลิกแผนเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ หลังการสนทนาทางโทรศัพท์ที่ตึงเครียด ระหว่างนายบอริส จอห์นสัน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนายทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อนายจอห์นสันอย่างมากในหลายๆประเด็น ถึงขั้นวางหูโทรศัพท์ใส่นายจอห์นสัน เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา . ประเด็นหลักๆที่สหรัฐฯ ไม่พอใจสหราชอาณาจักรอย่างมาก คือประเด็นบริษัทหัวเว่ย (Huawei) โดยรัฐบาลของนายบอริส ได้อนุมัติให้บริษัทหัวเว่ย สามารถดำเนินธุรกิจสัญญาณอินเทอร์เน็ต 5G ในสหราชอาณาจักรได้ พร้อมกับประกาศว่าสหราชอาณาจักร สามารถปกป้องดูแลความมั่นคงของชาติ ไปพร้อมกับการสร้างความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสื่อสารได้อย่างไม่มีปัญหา . การตัดสินใจของนายบอริส ที่จะนำพาสหราชอาณาจักร ร่วมทำธุรกิจกับบริษัทโทรคมนาคมสัญชาติจีน ส่งผลให้การสนทนาพูดคุยกันทางโทรศัพท์ ระหว่างผู้นำกรุงวอชิงตันและผู้นำกรุงลอนดอน เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจต่อกันเป็นอย่างมาก โดยปธน.ทรัมป์ ได้วางหูโทรศัพท์ใส่นายกฯบอริส ส่วนนายบอริสก็ได้ยกเลิกแผนการเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ . ล่าสุด ปธน.ทรัมป์ได้ออกคำเตือนไปยังสหราชอาณาจักร และประเทศพันธมิตร ผ่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเยอรมนี นายริชาร์ด เกรเนลล์ (Richard Grenell) ซึ่งนายเกรเนลล์ได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ พึ่งโทรหาผมขณะอยู่บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน (Air Force 1) สั่งให้ผมแจ้งไปยังประเทศต่างๆให้ทราบว่า ประเทศใดที่เลือกใช้บริษัท 5G ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ จะเข้าข่ายเป็นภัยต่อระบบการแชร์ข้อมูลความมั่นคงระดับสูงสุด” … ทั้งนี้ นายจอร์จ แกลโลเวย์ (George Galloway) อดีตสมาชิกสภาสามัญแห่งสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว RT โดยนายแกลโลเวย์ชี้ว่า ชาวอังกฤษไม่ต้องการให้ประเทศของตน อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ และตัวของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ก็ต้องการให้ประเทศของตนเองมีอิสระในการบริหารตนเอง และจะไม่ยอมทำตามนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในหลายๆประเด็น ได้แก่ . • ธุรกิจสัญญาณอินเทอร์เน็ต 5G ของบริษัทหัวเว่ย • การคว่ำบาตรประเทศอิหร่าน • ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ปี 2015 (JCPOA; The Joint Comprehensive Plan of Action) • การคว่ำบาตรท่อส่งก๊าสธรรมชาติของรัสเซีย (Nord Stream 2) มายังยุโรปและสหราชอาณาจักร • การพิจารณาส่งตัวเจ้าของเว็บไซต์วิกิลีกส์ (Wikileaks) นายจูเลียน อาซานจ์ (Julian Assange) ให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ . ซึ่งประเด็นทั้งหลายนี้ นายแกลโลเวย์ กล่าวว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาลกรุงลอนดอนและชาวอังกฤษต้องการอิสรภาพ ในการบริหารกิจการภายในด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหราชอาณาจักร และประชาชนชาวอังกฤษ ก็ต้องการสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐฯและประชาชนชาวอเมริกัน แต่สหราชอาณาจักรจะไม่ขายตัวเองให้รัฐบาลสหรัฐฯอีกต่อไป ------------------------------------ แหล่งข้อมูล https://www.businessinsider.com/huawei-boris-johnson-defies… https://www.facebook.com/thvi5ion/posts/480602069545292 https://www.businessinsider.com/us-ambassador-grenell-huawe… https://www.facebook.com/RTAmerica/videos/2551372205177431/ ------------------------------------- Thailand Vision -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- จับตา 5g จะเดินหน้าหรือจะถูกคว่ำ 1 ลุงตั้ม ประกาศคว่ำบาตรด้านข่าวกรอง กับทุกประเทศที่ใช้ 5g และร่วมมือกับ Huawei ซึ่งประเทศไทยก็กำลังใช้ 5g! เพิ่งประมูลคลื่นไปเสร็จสรรพด้วยวงเงินกว่าแสนล้าน เมื่อวานนี้ และใช้เทคโนโลยีของ Huawei ด้วย เข้าเกณฑ์เป๊ะ 2 เมื่อ ก่อนสิ้นปี 2562 ประเทศไทยถูกสหรัฐตัด gsp หรือสิทธิทางภาษีในการส่งสินค้าไปสหรัฐ จึงมีการตั้งผู้แทนไปเจรจากันในตอนนี้ ปรากฏว่าทางสหรัฐไม่ให้คณะผู้แทนไทยเข้าพบและไม่ยอมเจรจาด้วย มีข่าวลึกๆว่า ข้อต่อรองอันหนึ่งคือ ต้องยกเลิกการใช้ 5g และความร่วมมือกับ Huawei ถ้าหากเป็นเช่นนั้น จะเอากันอย่างไรดี 3 ประเทศในยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่ใกล้ชิดกับเยอรมัน ไม่สนใจคำขู่ของสหรัฐ ยังคงเดินหน้าใช้ 5g และร่วมมือกับ Huawei และกำลังหาทางให้ EU แซงชั่นตอบโต้สหรัฐ ด้วย 4 ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ ก็เดินตามประเทศไทย เร่งใช้ 5g และร่วมมือกับ Huawei เหมือนกัน 5 ประเทศในตะวันออกกลางโดยเฉพาะประเทศที่ใกล้ชิดกับอิหร่าน ก็ไม่สนใจคำขู่สหรัฐ เพราะทะเลาะกันหนักอยู่แล้ว เดินหน้าใช้ 5g และร่วมมือกับ Huawei ด้วย งานนี้ดูท่าลุงตั้มจะเหนื่อย ดูสาวจีนแต่งชุดไทยดีกว่าดูหน้าลุงตั้มเยอะ Paisal Puechmongkol
  9. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีน แนะ " Chloroquine diphosphate " ยาเก่าที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียมานานกว่า 70 ปี มีผลในการรักษาโรค “COVID-19” - 17 กุมภาพันธ์ 2563 นางซุน เยี่ยนหรง รองผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยา China National Center for Biotechnology Development (CNCBD) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีน แถลงข่าวในงาน งานแถลงข่าวกลไกการป้องกันและควบคุมร่วมกันของสภาแห่งรัฐว่า ยา Chloroquine diphosphate ที่ใช้รักษาโรคมาลาเรียมานานกว่า 70 ปี มีผลในการรักษาโรค “COVID-19” นางซุน เยี่ยนหรง กล่าวว่า ทีมวิจัยได้คัดเลือกยานับหมื่นชนิด ร่วมกับโรงพยาบาลมากกว่าสิบแห่งในกรุงปักกิ่ง มณฑลกวางตุ้งและหูหนาน พัฒนาการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิผลของการใช้ยา Chloroquine diphosphate เพื่อรักษาโรค “COVID-19” ซึ่งการรักษาเห็นผลลัพธ์อย่างแน่นอนแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นอัตราการกำเริบ อาการไข้ที่ลดลง เวลาในการปรับให้คุณภาพของปอดดีขึ้น อัตราและเวลาของกรดนิวคลีอิกของไวรัสเป็นลบ ทั้งนี้ยังพบว่ากลุ่มผู้ใช้ยาได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่า สามารถย่นระยะเวลาของโรคได้ จากตัวชี้วัดในการวินิจฉัยที่เป็นระบบและครอบคลุม ผู้ป่วยในปักกิ่งรายหนึ่งอายุ 54 ปี เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในวันที่ 4 หลังแสดงอาการป่วยและหลังจากการใช้ยานี้ไปหนึ่งสัปดาห์ พบกรดนิวคลีอิกมีผลเป็นลบ เข้าข่ายเกณฑ์ที่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ และในผู้ป่วยที่ใช้ยาชนิดนี้มากกว่า 100 ราย ในขณะนี้ยังไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ หรือผลข้างเคียงที่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาดังกล่าว นางซุน เยี่ยนหรง กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ยาชนิดนี้เป็นยาเก่าที่ออกสู่ตลาดมานานหลายปี ความปลอดภัยในการรักษาในกลุ่มคนจำนวนมากนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ จากผลการวิจัยของสถาบันทางการแพทย์ชัดเจนแล้วว่า ตัวยาดังกล่าวมีผลในการรักษาโรค “COVID-19” ซึ่งตามความต้องการเร่งด่วนของการรักษา ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าควรจัด Chloroquine diphosphate ไว้ในแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาฉบับใหม่โดยเร็วที่สุดเพื่อขยายขอบเขตการทดลองทางการรักษาต่อไป ที่มา http://health.people.com.cn/…/2020/0217/c14739-31591004.html
  10. แปลกแต่จริง: 'แอมแนสตี้เป็นองค์กรต่างชาติ แต่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทย': แอมเนสตี้ในไทยกำลังเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ มีข้อสังเกต เรื่องแปลกของแอมเนสตี้หลายข้อครับ ๑.อ้างว่าเป็น NGO แต่แท้จริงแล้ว ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกาบ้าง ได้จากองค์กรที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอเมริกาบ้าง ๒.หัวหน้าองค์กรเป็นฝรั่งอเมริกัน เป็นฝรั่งต่างด้าว ไม่ใช่คนไทยแต่อย่างใด แต่มาวางเครือข่ายองค์กรตนในประเทศไทยซึ่งประชาชนเคารพนับถือสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่แอมเนสตี้ซึ่งเป็นของฝรั่งกลับชักชวนคนไทยเช้า-เย็นให้มาทำงานให้ แล้วเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญไทยเพื่อมิให้ประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นเบื้องสูงบนแผ่นดินไทย สรุปก็คือเป็นพวกต่างชาตินะครับ ๓.แอมเนสตี้ในอินเดียถูกรัฐบาลอินเดียส่งตำรวจเข้าตรวจค้นและปิดมาแล้วเพราะเขียนแต่เรื่องด่ารัฐบาลอินเดียทั้งๆ ที่พวกตนเป็นฝรั่งที่เข้าไปอาศัยอยู่บนแผ่นดินอินเดีย (https://www.aljazeera.com/…/amnesty-international-offices-i…) ๔.เป็น ๑ใน ๒๐๐ องค์กร NGO ที่อยู่ในจอร์จ โซรอซูปถัมภ์ รับเงินจากมูลนิธิเพื่อสังคมเปิดของจอร์จ โซรอสซึ่งเป็น ๑ ในเครือข่ายรัฐบาลเงา (Deep State) ในอเมริกา https://soros.news/2017-04-13-the-complete-list-of-200-u-s-… ๕.แอมเนสตี้เคยสร้างหลักฐานเท็จ โจมตีรัฐบาลซีเรียมาแล้ว https://www.globalresearch.ca/amnesty-international…/5574195 ๖.แอมเนสตี้เรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีอเมริกาของพวกตนไล่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดุโร ซึ่งชนะการเลือกตั้งและเป็นประธานาธิบดีเวเนซุเอล่าตามรัฐธรรมนูญทุกประการลงจากตำแหน่ง https://mronline.org/…/how-amnesty-international-is-reinfo…/ ๗.ทุกท่านจำ ๓ กุนซือโฉดซึ่งทำงานให้รัฐบาลเงาในอเมริกาได้มั้ยครับ? คนแรกคือซบิกนิว บรรเซซินสกี ผู้เสนอให้รัฐบาลอเมริกาสร้างกลุ่มก่อการร้ายป่วนอาฟกานิสถาน, คนที่ ๒ คือเฮนรี คิสซิงเจอร์ ผู้เสนอให้อเมริกาทำสงครามตลอดกาลและเสนออย่าให้กลุ่มก่อการร้ายหมดไปจากซีเรีย หาไม่อิหร่านจะเข้ามามีบทบาทในซีเรียมากกว่าตะวันตกและและคนที่ ๓ คือจอร์จ โซรอส ผู้ตั้งกองทุนมูลนิธิเพื่อพัฒนาสังคมเปิด เน้นทำลายอุดมการณ์ชาตินิยม เพื่อให้ชาวโลกหันมาสวามิภักดิ์ลัทธิ Globalism (รัฐบาลเดียวแต่เป็นพ่อทุกรัฐบาล) ซบิกนิว บรรเซซินสกีเคยเป็น ๑ ในบอร์ดบริหารของแอมเนสตี้ประจำสำนักงานใหญ่ https://www.youtube.com/watch?v=A9RCFZnWGE0 มีคนจับได้ว่าแอมเนสตี้ทำงานร่วมกับสายลับอเมริกาและอังกฤษ https://www.mintpressnews.com/amnesty-international-tro…/…/… ทั้งๆ ที่เป็นองค์กรต่างชาติ บอร์ดบริหารก็ต่างชาติ แถมได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกาอีกต่างหาก มายุ่งอะไรกับรัฐธรรมนูญไทยครับ ประเทศไทยและรัฐธรรมนูญไทยควรเป็นเรื่องของคนที่เกิดบนแผ่นดินไทย เป็นคนไทย มีบรรพบุรุษเป็นคนไทยเท่านั้นไม่ใช่หรือครับ? นี่คือการก้าวก่ายการเมืองในประเทศไทยหรือบ่อนทำลายความเป็นปึกแผ่นของสังคมไทยโดยแท้ กระทรวงยุติธรรมหรือกระทวงการต่างประเทศน่าจะสั่งให้จดทะเบียนเป็น *องค์กรสายลับต่างชาติ* (Foreign Agent) ทำงานเพื่อรัฐบาลต่างชาติได้แล้วครับ อเมริกาก็มีกฎหมายควบคุมองค์กรที่ทำงานเพื่อรัฐบาลต่างชาติเช่นนี้ มีชื่อว่า Foreign Agents Registration Act และมีข้อจำกัดมากมายสำหรับองค์กรเช่นนี้ตามมา ท่านดูรายละเอียดได้ครับที่ https://en.wikipedia.org/wi…/Foreign_Agents_Registration_Act https://www.posttoday.com/social/general/613307?fbclid=IwAR1C791gp2JQ7U8hG6QWHw2P5_aW8DF8mhPevcFtL9JLiejpF5U6s6mBR5M @ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
  11. บทวิเคราะห์: ข่าวลือเกี่ยวกับจีนมาจากที่ใด 2020-02-15 15:29CRI เมื่อเร็ว ๆ นี้ หนังสือพิมพ์ “เดอะนิวยอร์กไทมส์” ตีพิมพ์บทความ อ้างอิงคำกล่าวของนายปีเตอร์ นาวาร์โร ประธานสภาการค้าแห่งชาติของทำเนียบขาว ซึ่งเรียกจีนเป็น “แหล่งเพาะเชื้อ” ก่อนหน้านี้ ในปี 2009 สหรัฐฯ เคยพบการระบาดของไข้หวัดนก H1N1 ซึ่งส่งผลให้ประชากรทั่วโลกจำนวน 60 ล้านคนติดเชื้อไวรัส และอีกราว 3 แสนคนเสียชีวิต ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา สหรัฐฯ มียอดผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ บี กว่า 22 ล้านคน เสียชีวิต 12,000 คน โรคดังกล่าวนี้ ร้ายแรงกว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าในแง่ของขอบเขตการแพร่ระบาด หรือ จำนวนผู้เสียชีวิต หากอิงตามวิถีคิดของนักการเมืองบางคนและสื่อสหรัฐฯ บางแห่ง สหรัฐฯ เองน่าจะเหมาะกับคำว่า “แหล่งเพาะเชื้อ” แท้ที่จริงแล้ว ตั้งแต่เกิดการระบาดเป็นต้นมา หนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์กไทมส์ ได้วิจารณ์งานป้องกันและควบคุมของรัฐบาลจีนหลายครั้ง จนภรรยาของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ตั้งคำถามบนโซเซียลมีเดียว่า “แล้วเหตุการณ์การเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ บี ของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยอะไรบ้าง” นายทีโดรส กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประเมินว่า การใช้ความพยายามและผลงานของจีนในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดนานาชาติ นอกจากนี้ เขายังอ้างคำกล่าวของตัวแทนอังกฤษคนหนึ่งว่า การปิดเมืองอู่ฮั่น เป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ ทำให้พื้นที่อื่นในโลกปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้านชาวอเมริกันบางคนยังโจมตีและใส่ร้ายจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพียงแต่จะทำให้ผู้คนเห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนเหล่านี้สนใจแต่ผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ได้มองความปลอดภัยของชีวิตชาวโลก ในขณะที่ข่าวลือและคำใส่ร้ายที่พวกเขาสร้างขึ้น เป็นการคุกคามต่อระบบสาธารณสุขโลก ซึ่งพวกเขายืนหยัดในลัทธิชาตินิยมและลัทธิเหยียดเชื้อชาติ โดยการเป็น “แหล่งเพาะเชื้อและข่าวลือ” เสียเอง เชื้อไวรัสไม่มีพรมแดน ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จีนจะเอาชนะการแพร่ระบาดในเร็ววัน เศรษฐกิจ การค้า การเดินทาง และการไปมาหาสู่กันระหว่างประชากรในโลกจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ จะมีความเสียหายน้อยลง ทั้งนี้ เป็นความรับรู้ร่วมกันของจีนและโลก ซึ่งหากจีนเอาชนะได้ โลกก็จะเอาชนะได้ Tim/LR/ZDan
×
×
  • Create New...