Jump to content

tequila

Slytherin
  • Content Count

    1,065
  • Joined

  • Last visited

  • Days Won

    39

tequila last won the day on July 2

tequila had the most liked content!

Community Reputation

665 Excellent

About tequila

  • Rank
    ผู้บริหาร

Recent Profile Visitors

1,345 profile views
  1. อิชิตัน เปิดตัว อิชิตัน วิตามิน วอเตอร์ ซี พลัส อีก สินค้ากลุ่ม Non-Tea จับกระแสการให้ความสนใจด้านสุขภาพ โดยวางเป้าหมายยอดขายสินค้ากลุ่ม Non-Tea ไว้ที่ 400 ล้านบาทภายในสินปีนี้ และ 1,000 ล้านบาท ภายในช่วง 1 ปีข้างหน้า ปัจจุบันตลาดน้ำดื่มในประเทศไทย มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 18,956 ล้านบาท (มูลค่าระหว่างเดือน มกราคม-สิงหาคม 2020 นี้) ลดลง 6.3% จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อ โดยตลาดน้ำดื่มในประเทศไทย แบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆ อีก คือ กลุ่มน้ำแร่ มีมูลค่าลดลง 24.2% น้ำเปล่า ลดลง 3% โดยน้ำเปล่านี้จะแบ่งออกเป็น น้ำเปล่าธรรมดา มีมูลค่าตลาดลดลง 6.3% ส่วนน้ำที่มีการผสมวิตามิน เป็นเพียงน้ำดื่มเพียงชนิดเดียวเท่านั้น ที่เติบโตกว่า 75.1% ด้วยมูลค่า 1,203 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.7% ของตลาดน้ำดื่มทั้งหมด อิชิตันจึงได้เปิดตัว อิชิตัน วิตามิน วอเตอร์ ซี พลัส อี (ICHITAN Vitamin Water C Plus E) สินค้าในกลุ่ม Non-Tea ที่มีวิตามิน C 200% และวิตามิน E 40% มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันโรคหวัด ไม่มีแคลอรี่ ไม่มีโซเดียม และผสมน้ำตาล ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เล่าว่า แต่เดิมอิชิตัน มีแต่เครื่องดื่มประเภทชา จนเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ต้องเจอกับปัญหาภาษีสรรพสามิตร และภาษีน้ำตาล ทำให้ยอดขายลดลง กำไรเหลือเพียง 40 ล้านบาท ในช่วงปี 2018 จากที่ก่อนหน้านั้น อิชิตันเคยทำกำไรได้สูงสุดถึง 700 ล้านบาท จึงรู้ว่าจะทำเครื่องดื่มชาเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว และต้องหันไปสร้างยอดขายในต่างประเทศ ด้วยสัดส่วน 25% Non-Tea เครื่องดื่มที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอิชิตัน เครื่องดื่ม Non-Tea จึงกลายเป็นทางรอด และเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอิชิตัน ในรอบ 10 ปี โดยหนึ่งในจุดแข็งของอิชิตัน ที่มีเหนือคู่แข่งคือกำลังการผลิตจำนวนมหาศาล ที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 45% จึงสามารถวางจำหน่ายเครื่องดื่มในราคาถูกกว่าแบรนด์อื่นๆ ได้ ซึ่งกำลังการผลิตเป็นสิ่งที่คู่แข่งไม่มี เพราะก่อนหน้านี้ผู้เล่นในตลาดน้ำดื่มผสมวิตามินหลายราย เจอกับปัญหาการผลิตสินค้าทั้งสิ้น กำลังการผลิตมากเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตัน ภาสกรนที มองว่า การมีเครื่องจักร และกำลังการผลิตมาก เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนไปพร้อมๆ กัน ถ้าสินค้าขายได้ดี การมีกำลังการผลิตมากนับว่าเป็นจุดแข็ง แต่หากกำลังการผลิตเหลือมากเกินไป ก็จะกลายเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน เครื่องดื่ม Non-Tea ของอิชิตัน ไม่ได้มีแค่น้ำดื่มผสมวิตามินเท่านั้น แต่ยังมี อิชิตัน น้ำด่าง PH 8.5 และอิชิตัน วิตซีซี โดยเครื่องดื่มกลุ่ม Non-Tea นี้ อิชิตัน ตั้งเป้าหมายยอดขาย 400 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ และ 1,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี ซึ่งจะเป็นการกระจายการขายของอิชิตัน ให้มีความเหมาะสมทุกๆ ฤดู สรุป ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดน้ำดื่มผสมวิตามิน นับว่ามีความน่าสนใจมาก เนื่องจากพฤติกรรมของคนหันมาให้ความสนใจกับการรักษาสุขภาพร่างกายมากขึ้น จากสถานการณ์โควิด-19 บวกกับคนรุ่นใหม่ที่มีความนิยมในการรักษาสุขภาพ เป็นเหมือนเทรนด์อย่างหนึ่ง ที่แสดงออกถึงรสนิยมที่ดีของตัวเอง เครื่องดื่มที่ผสมวิตามิน และเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลจึงนับว่าเป็นการแข่งขันที่น่าสนใจ ในยุคหลังจากที่เครื่องดื่มประเภทชาเขียวมียอดขายลดลงมานานหลายปี
  2. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 ก.ย. 63) ผู้โดยสารขาเข้าที่เดินทางมาถึงสนามบิเฮลซิงกิ จะได้รับข้อเสนอให้เข้าทำการทดสอบโคโรนาไวรัสโดยสมัครใจ ซึ่งใช้เวลาเพียง 10 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ไม้พันสำลีแยงเข้ารูจมูกให้อึดอัดแต่อย่างใด ผู้สนใจเข้าร่วมการทดสอบนี้ดพียงแค่ใช้ชิ้นผ้าที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้เช็ดเหงื่อแถวลำคอแล้ววางลงในกล่องที่แยกหมายเลขไว้เท่านั้น จากนั้นสุนัขที่ได้รับการฝึกซ้อมให้ดมกลิ่นเหงื่อเพื่อหาไวรัสโคโรนาโดยเฉพาะจำนวน 16 ตัว ก็จะเริ่มเข้ามาดมกลิ่นผ้าที่วางไว้ในกล่องแต่ละใบที่ถูกนำไปเรียงไว้ในห้องที่แยกห่างออกไป หากมันพบกลิ่นที่ต้องสงสัย สุนัขตัวนั้นก็จะส่งเสียงที่มีลักษณะเฉพาะบอกให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าผ้าในกล่องนั้นมีกลิ่นของไวรัสทันที และจะมีการนำผู้โดยสารเจ้าของกลิ่นเหงื่อนั้นไปยังศูนย์สุขภาพของสนามบิน เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสในขั้นตอนเพิ่มเติมต่อไป นักวิจัยของคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ นำโดย Anna Hielm-Bjorkman ได้เริ่มฝึกสุนัขให้สามารถตรวจกลิ่นหาไวรัส SARS-CoV-2 ต้นเหตุของโรคโควิด-19 มาตั้งแต่ช่วงต้นปี และมีรายงานว่าสามารถฝึกสุนัขให้แยกกลิ่นจากตัวอย่างปัสสาวะได้สำเร็จเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็มีแนวคิดจะใช้สุนัขเหล่านี้ในการตรวจหาผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ผ่านทางกลิ่นเหงื่อ ทำไมต้องเป็นสุนัข สุนัขมีหน่วยรับกลิ่นถึง 220 ล้านหน่วยเมื่อเทียบกับมนุษย์ที่มีเพียง 5 ล้านหน่วย ทำให้สุนัขสามารถรับกลิ่นได้ดีกว่ามนุษย์หลายเท่า สุนัขสามารถดมกลิ่นสารที่ถูกละลายในสัดส่วนหนึ่งต่อหนึ่งล้านล้านได้ หรือเทียบได้กับสารหนึ่งหยดในน้ำปริมาณเท่ากับสระน้ำโอลิมปิค 20 สระรวมกันได้อย่างถูกต้อง ตามบทความที่โพสต์ในเว็บไซต์ International Airport Review ระบุว่า สุนัขที่ถูกฝึกมาโดยเฉพาะเหล่านี้ สามารถบอกผลได้แม่นยำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และตรวจพบไวรัสแม้ผู้ติดเชื้อยังไม่แสดงอาการของโรคเลยก็ตาม สุนัขเหล่านี้สามารถตรวจหาไวรัสโรคโควิด- ใ19 จากโมเลกุลเพียง 10 ถึง 100 โมเลกุล เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อไวรัสในปัจจุบันที่ต้องมีโมเลกุลถึง 18 ล้านโมเลกุลถึงจะตรวจพบเชื้อ หากวิธีการที่สะดวกรวดเร็วนี้ถูกพิสูจน์จากหลายทางว่าได้ผลจริง ก็จะมีการเพิ่มจำนวนสุนัขและอาจบรรจุเป็นขั้นตอนมาตรฐานในการตรวจหาผู้ติดเชื้อาำหรับสนามบินของฟินแลนด์ในอนาคต ที่มาและเครดิตภาพ https://www.nytimes.com/2020/09/23/world/europe/finland-dogs-airport-coronavirus.html เรียบเรียงโดย @MrVop
  3. การระบาดของ COVID-19 ทำให้ Mitsubishi Motors ที่ตอนนี้อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างองค์กรต้องเร่งเครื่องเรื่องนี้มากขึ้น และล่าสุด Reuters ได้รายงานว่า ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นรายนี้เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่ 2019 Mitsubishi Outlander PHEV ปลดแบบสมัครใจ เน้นระดับผู้บริหาร แหล่งข่าวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องข้างต้นรายงานว่า Mitsubishi Motors มีเสนอให้พนักงานในญี่ปุ่นที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป และอยู่ระดับผู้บริหาร สมัครใจลาออกจากองค์กรตั้งแต่เดือนพ.ย. เป็นต้นไป โดยตั้งเป้ามีพนักงานลาออกจากโครงการนี้ 500-600 คน แผนการเสนอให้ลาออกโดยสมัครใจเกิดขึ้นหลังจาก Mitsubishi Motors ประกาศกลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง 20% ภายใน 2 ปี เช่นการลดจำนวนพนักงาน, การลดต้นทุนการผลิต และการปิดดีลเลอร์ที่ไม่เกิดผลกำไร แต่ทางการของ Mitsubishi Motors ยังไม่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ Mitsubishi Motors เคยประกาศคาดการณ์ผลประกอบการของปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดเดือนมี.ค. 2564 ว่าจะขาดทุนสุทธิ 3.6 แสนล้านเยน เนื่องจากยอดขายลดลงอย่างหนักในช่วง COVID-19 และบริษัทมีการปิดโรงงาน และลดรุ่นที่จะทำตลาดบ้างแล้ว เช่นรุ่น Pajero ที่หยุดทำตลาด และปิดโรงงงานผลิตในญี่ปุ่นแล้ว สำหรับ Mitsubishi Motors ปัจจุบันอยู่ในกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan ถูกมอบหมายให้ทำตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศเกิดใหม่ แต่ด้วยตลาดนี้แข่งขันกันสูง และภาพรวมตลาดยังไม่ฟื้นตัวจาก COVID-19 ทำให้ Mitsubishi Motors มีความท้าทายในการทำตลาดอย่างมาก สรุป ตอนนี้ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนคิดเป็นยอดขาย 1 ใน 4 ของ Mitsubishi Motors ดังนั้นการพยายามเก็บตลาดนี้ให้ได้สัดส่วนเหมือนเดิมน่าจะเป็นเป้าหมายหลัก เพราะภาพรวมตลาดรถยนต์ในภูมิภาคนี้ยังไม่ฟื้นตัว ส่วนการควบคุมต้นทุนจะไหลเข้ามายังภูมิภาคนี้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป อ้างอิง : Reuters
  4. บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก S&P Global Ratings ที่วิเคราะห์สถาบันการเงินใหญ่ๆ ทั่วโลก 20 ประเทศ มองว่าสถาบันการเงินจากสิงคโปร์ จีน จะฟื้นตัวไวกว่าสถาบันการเงินในสหรัฐ ยุโรป จากปัจจัยผู้ติดเชื้อที่น้อยกว่า รวมไปถึงเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไวกว่า ภาพจาก Shutterstock S&P Global Ratings ได้ออกบทวิเคราะห์ โดยคาดการณ์อุตสาหกรรมธนาคารขนาดใหญ่ใน 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในบทวิเคราะห์คาดว่า สถาบันการเงินใน สิงคโปร์ แคนาดา เกาหลีใต้ ซาอุดิอารเบีย ฮ่องกง และจีน จะฟื้นตัวได้ไวสุดภายในช่วงปลายปี 2022 ขณะเดียวกันประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรเลีย อิตาลี ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย รัสเซีย จะฟื้นตัวได้ต้องรอถึงปี 2023 เป็นอย่างน้อย ในบทวิเคราะห์ของ S&P Global Ratings ยังมองว่าหลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลทำให้โลกนั้นหมดยุคการเติบโตของสินเชื่อเป็นระยะเวลายาวนานตั้งแต่ยุควิกฤติการเงินช่วงปี 2008-2009 ขณะเดียวกันจำนวนสถาบันการเงินที่ S&P Global Ratings วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือนั้นส่วนใหญ่ถูกปรับลดความน่าเชื่อถือลงตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นจำนวนถึง 70% สำหรับประเทศอย่างสิงคโปร์ จีน ฯลฯ ที่ฟื้นตัวได้เร็วนั้นเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้รวมไปถึงภาคการเงินมีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง ทำให้ผลกระทบที่ได้รับจาก COVID-19 น้อยกว่าประเทศอื่น ขณะที่ประเทศที่ฟื้นตัวได้ช้านั้นพบกับปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ หรือไม่ก็เป็นความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการเงินในประเทศต่างๆ นอกจากนี้ในหลายๆ ประเทศ S&P Global Ratings มองว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่มากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคการเงินฟื้นตัวได้ช้าลง โดยเฉพาะในทวีปยุโรป อินโดนีเซีย สหรัฐ ฯลฯ ขณะเดียวกันในบทวิเคราะห์ของ S&P Global Ratings นั้นยังมองว่าธนาคารในประเทศ อินเดีย แอฟริกาใต้ เม็กซิโก จะเป็นประเทศกลุ่มสุดท้ายที่ฟื้นตัวได้ช้าที่สุด จากปัจจัยข้างต้น รวมไปถึงความเสี่ยงจากการปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศเหล่านี้ที่จะส่งผลต่อต้นทุนการเงินในระยะต่อไป ขณะเดียวกันในสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยเฉพาะในประเทศอินเดียเองก็มีความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นจากอัตราหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง S&P Global Ratings คาดว่าสถาบันการเงินในประเทศเหล่านี้จะฟื้นตัวหลังปี 2023 S&P Global Ratings ยังได้ยกกรณีอย่างสถาบันการเงินในรัสเซียซึ่งเป็นประเทศส่งออกน้ำมันเป็นหลักนั้น ราคาน้ำมันก็มีผลอย่างมาก เนื่องจากสถาบันการเงินในรัสเซียหลายๆ แห่งเป็นผู้ให้สินเชื่อกับบริษัทน้ำมันในประเทศ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ธุรกิจธนาคารในประเทศนั้นฟื้นตัวช้ากว่าเดิม ซึ่งแตกต่างกับกรณีของซาอุดิอาระเบียที่สถาบันการเงินในประเทศนั้นมีกฎเกณฑ์จากหน่วยงานกำกับดูแลที่ผ่อนคลายลง ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า
  5. “ออกอย่างนี้ต้องลาออก จะขอลาออก” เบื่องาน อยากลาออก เป็นปัญหาธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ถึงจุดอิ่มตัวในการทำงาน ขาดความท้าทายใหม่ๆ จนรู้สึกไม่พอใจกับงานที่ทำ จากสถิติของกองบริหารข้อมูลตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน พบว่า ในเดือนกรกฎาคม 2563 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ มีจำนวนผู้ขอรับผลประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 410,061 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ลาออกจากงาน 219,811 คน นับว่าเป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา (อ่านเพิ่มเติม) อย่างไรก็ตามสาเหตุการลาออกจากงานของแต่ละคนคงต่างกันไป บางคนลาออกเพราะต้องการความก้าวหน้า ได้งานใหม่ ไปเรียนต่อต่างประเทศ หรืออยากเปลี่ยนสายงาน แต่ถ้าเหตุผลในการลาออกจากงาน คือ เบื่อ และรู้สึกไม่พอใจกับงานที่ทำ อาจต้องใช้เวลาในการตัดสินใจให้นานขึ้น และหาสาเหตุก่อนว่าจริงๆ แล้ว อะไรทำให้รู้สึกเบื่องานที่กำลังทำอยู่ หาสาเหตุให้เจอทำไมถึงเบื่องาน สิ่งแรกที่ควรทำคือ การหาสาเหตุว่าทำไมถึงเบื่องาน หรือไม่พอใจกับงานที่ทำ อยากลาออกจากงานเพราะความรู้สึกเบื่อ รู้สึกไม่ท้าทาย ภาระงานมากเกินไปจนไม่มีเวลา ไม่พอใจกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นสาเหตุภายในที่เกิดจากการทำงานโดยตรง แต่ในบางครั้งความรู้สึกเบื่อ กลายเป็นสิ่งที่เกิดจากสาเหตุภายนอกที่กระทบกับความรู้สึกในการทำงาน หากรู้สึกเบื่องานเพราะสาเหตุภายนอก การเปลี่ยนงานคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ถึงเปลี่ยนงานไป ก็ยังคงมีความรู้สึกแบบเดิมๆ อยู่ดี แน่นอนว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จะส่งผลต่อชีวิตการทำงานในระยะยาว หาทักษะ และความเชี่ยวชาญของตัวเอง การหาทักษะ หรือความเชี่ยวชาญเป็นของตัวเองนับว่ามีความสำคัญ ทั้งทักษะที่เคยมีอยู่แล้ว และทักษะชนิดอื่นๆ ที่ยังไม่เคยมี แต่จำเป็นกับการทำงานในอนาคต กรณีต้องตัดสินใจเปลี่ยนงาน การพัฒนาทักษะใหม่ๆ จะช่วยทำให้เกิดความก้าวหน้าในการทำงานสูง หาโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยเติมเต็มความต้องการ โดยปกติแล้ว ก่อนที่เราจะตกลงทำงานกับบริษัทใดๆ เราจำเป็นที่จะต้องดูรายละเอียดของงาน ภาระ หน้าที่ และความรับผิดชอบที่บริษัทกำหนดขึ้นมาก่อน ในบางครั้งเมื่อเข้าไปทำงานแล้ว เราอาจไม่ได้รู้สึกว่างานที่ทำเป็นอย่างที่เคยคิด เพราะงานยังไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของเราได้ การค้นหาโอกาสในการทำงานใหม่ๆ นับว่าเป็นอีกสิ่ง ที่ช่วยแก้ปัญหาความเบื่องานได้ดี หากเราสามารถอาสาในการทำงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ สร้างความท้าทายให้กับตัวเอง ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาการเบื่องานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ สร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับตัวเองได้ด้วย คุยอย่างเปิดอกกับเจ้านาย ความรู้สึกที่อยากลาออกจากงานบางครั้งเกิดจาก “ความไม่ชัดเจน” ในตำแหน่งการทำงาน ก่อนเข้ามาทำงานเคยเข้าใจรูปแบบการทำงานในแบบหนึ่ง แต่พอเข้ามาทำงานจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างที่คิด การทำงานจึงไม่สามารถเติมเต็มความต้องการได้ ทางออกหนึ่งคือ การคุยกับหัวหน้าอย่างเปิดอก ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความชัดเจนในการทำงาน กำหนดบทบาท หน้าที่ ภาระ และความรับผิดชอบใหม่ สิ่งที่เคยทำแล้วรู้สึกไม่ชอบ หรือสิ่งที่ชอบแต่ไม่ได้ทำ อาจหมดไป และสามารถทำงานอย่างมีความสุขได้ โดยไม่ต้องลาออก ปรับตัวเข้ากับการทำงานให้เร็ว บางคนอาจมีปัญหากับการเปลี่ยนงาน โดยเฉพาะปัญหาการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต การทำงาน ปรับตารางการทำงานใหม่ ย่อมทำให้เกิดความกดดันในการทำงาน บางครั้งความกดดันนี้เองจะทำให้การทำงานกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความสุข ปัญหานี้มักเกิดกับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานในที่ใหม่ อาจจะช่วง 6 เดือนแรก ของการทำงาน หากสามารถปรับตัวได้ ก็จะผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่หากปรับตัวไม่ได้ ก็อาจจะกลายเป็นทำให้เกิดความรู้สึกอยากเปลี่ยนงานเกิดขึ้นอีกครั้ง วางแผนเรื่องงานเผื่ออนาคต สุดท้ายแล้ว ผ่านความพยายามทุกอย่าง ที่คิดว่าทำแล้วจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องงานได้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยลดความรู้สึกอยากเปลี่ยนงานได้ ให้ลองมองย้อนดูว่าที่ผ่านมาตัดสินใจเรื่องงานถูก หรือผิดอย่างไร โดยอาจทำเป็น Check List ในเรื่องที่คิดว่าทำถูก และทำผิด รวมถึงพฤติกรรม และความคิดของตัวเองที่ผ่านมา อะไรเป็นสิ่งที่ชอบ หรือไม่ชอบในงานที่กำลังทำอยู่ จะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องมากขึ้นเมื่อโอกาสในการทำงานใหม่ๆ ก้าวเข้ามาในชีวิต ที่มา – Fastcompany
  6. เมื่อสองปีก่อนประเทศเวียดนามสร้างความตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยการเปิดตัวแบรนด์รถยนต์ประจำประเทศในชื่อ VinFast และล่าสุดแบรนด์นี้ยังเตรียมบุกตลาดสหรัฐอเมริกาด้วยการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า VinFast รุ่น President ขยายตลาดเพื่อสมกับที่ลงทุนไป Pham Nhat Vuong เจ้าของ VinGroup บริษัทแม่ของ VinFast แจ้งว่า บริษัทมีแผนจะเข้าไปทำตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการสร้างแบรนด์รถยนต์มาเพื่อทำตลาดแค่ในประเทศเวียดนามที่มีขนาดตลาดค่อนข้างเล็กอาจไม่คุ้มค่ากับเงินทุนที่ลงไปมหาศาล อย่างไรก็ตามการเข้าไปทำตลาดในสหรัฐอเมริกา VinFast จะเข้าไปจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป เพราะตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโต และความนิยมในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน VinFast อยู่ระหว่างพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถตอบโจทย์ตลาดดังกล่าว “การเข้าไปบุกตลาดสหรัฐอเมริกาถือเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจ และช่วยปรับภาพลักษณ์ประเทศเวียดนามให้ดีขึ้น เพราะปัจจุบันภาพของเวียดนามคือประเทศที่ยากจน และล้าหลัง ประกอบกับยังไม่มีแบรนด์สินค้าของเวียดนามที่เป็นที่รู้จักในระดับโลกได้ ทำให้มันน่าจะดีกว่าถ้า VinFast สามารถช่วยเหลือเรื่องนี้ได้” ขณะเดียวกัน VinFast ยังเปิดตัวรถยนต์ SUV รุ่นใหม่ในชื่อ President ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 ขนาด 6.2 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 420 แรงม้า แรงบิด 624 นิวตันเมตร วิ่ง 0-100 ได้ภายใน 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 300 กม./ชม. ราคา 3,800 ล้านดง (ราว 5.13 ล้านบาท) มีจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น สรุป VinFast อาจสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์ไม่น้อย แต่การปั้นแบรนด์รถยนต์ขึ้นมา และสามารถจำหน่ายในต่างประเทศได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งภาพจำของเวียดนามในประเทศอื่นๆ คือประเทศยากจน การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ก็ยากขึ้นไปอีก ดังนั้นต้องติดตามต่อไปว่า VinFast จะประสบความสำเร็จกับกลยุทธ์นี้หรือไม่ ข้อมูลเพิ่มเติม : ปัจจุบัน VinFast ทำตลาดรถยนต์ 2 รุ่น คือรถเก๋ง 4 ประตู 1 รุ่น และ SUV 1 รุ่น อ้างอิง : Motor1
  7. ผลกระทบโควิดส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจ Sizzler ในสหรัฐอเมริกาประกาศยื่นขอล้มละลายตาม Chapter 11 ต่อศาลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Chris Perkins ประธานของ Sizzler ระบุว่า “ร้านอาหารหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบจากโควิด และแน่นอนว่า Sizzler ไม่ใช่ข้อยกเว้น” สถานการณ์โควิดทำให้ Sizzler ในสหรัฐอเมริกาต้องปิดหน้าร้านหลายสาขา รวมถึงเจ้าของที่ดินหลายแห่งไม่ลดค่าเช่าให้กับทางบริษัท ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนในช่วงวิกฤตโควิดจนนำมาสู่การยื่นขอล้มละลาย อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทคาดว่าจะสามารถดำเนินการเรื่องการยื่นขอล้มละลายให้เสร็จสิ้นภายใน 120 วันนับจากนี้ ส่วนสาขาที่เป็นแฟรนไชส์ในสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้รับผลกระทบจากการยื่นขอล้มละลายในครั้งนี้ ที่มา – Business Insider
  8. Bill Gates มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ได้เล่าถึงความต่างของสไตล์การทำงาน ระหว่าง Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัท Tesla และ Steve Jobs ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ผู้ล่วงลับ Bill Gates เป็นหนึ่งในคนที่มีโอกาสได้พบ และร่วมงานกับคนในแวดวงเทคโนโลยีหลายๆ คน รวมถึง Steve Job และ Elon Musk ซึ่ง Gates ได้ตอบคำถามที่ว่า Elon Musk จะกลายเป็น Steve Jobs คนต่อไปได้หรือไม่ จากการสร้างนวัตกรรมทั้งรถยนต์ Tesla และ SpaceX วิศวกรขยันทำงาน กับนักออกแบบโน้มน้าวใจคน Bill Gates ตอบว่า ทั้ง Elon Musk และ Steve Jobs มีความแตกต่างกันบางประการ การนำทั้งสองคนมาเทียบกันคงเป็นเรื่องที่ดูจะง่ายเกินไป เพราะ Bill Gates เล่าว่า Elon Musk มีความเป็นวิศวกร ด้านเทคนิคมากกว่า ส่วน Steve Jobs เก่งเรื่องการออกแบบ การคัดเลือกคนเข้ามาทำงาน และการตลาด ครั้งหนึ่ง Elon Musk เคยเล่าว่าตัวเขาเอง เป็นคนที่มีตารางงานที่แน่นมาก ถึงขนาดเคยใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ยอมนอนบนพื้น ไม่อาบน้ำ เพื่อติดตามการผลิตรถยนต์ Tesla Model 3 เมื่อปี 2018 เพื่อแก้ไขปัญหาเท่าที่เขาจะทำได้ ส่วน Steve Jobs ไม่ได้นอนเฝ้าโรงงานแบบที่ Elon Musk ทำ แต่ Bill Gates เล่าว่า Steve Jobs เหมือนมีเวทมนตร์ที่ใช้โน้มน้าวใจคน เพียงท่องคาถา ก็เหมือนคนๆ นั้นจะโดนเวทมนตร์ครอบงำ ครั้งหนึ่ง Tim Cook CEO คนปัจจุบันของ Apple เล่าเหตุการณ์เมื่อเขาเจอกับ Steve Jobs ครั้งแรก เมื่อปี 1998 โดยเมื่อ Steve Jobs ชวนให้เขามาทำงานกับ Apple เขายังไม่ลังเล แต่เมื่อพูดคุยกัน บรรยากาศและเคมีต่างๆภายในห้องพาไป เมื่อเขารู้ปัญหาของ Apple จึงรู้ว่าเขาสามารถทำงานกับ Apple ได้ ซึ่งเป็นเหมือนรางวัลอย่างหนึ่งในชีวิต ที่มา – cnbc
  9. จำนวนพายุหมุนเขตร้อนในโซนมหาสมุทรแอตแลนติกปีนี้เกิดมากกว่า 21 ลูก จนต้องใช้ชื่อสำรอง แอ่งกำเนิดพายุหมุนเขตร้อนในโซนมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นแตกต่างจากแอ่งกำเนิดพายุหมุนเขตร้อนใน โซนตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกที่จะมีพายุเกิดขึ้นมากกว่า 27 ลูกต่อปี จึงใช้ระบบการตั้งชื่อโดยประเทศรอบๆพื้นที่จำนวน 14 ประเทศส่งชื่อที่เป็นคำต่างๆในภาษาท้องถิ่นของตัวเองมาประเทศละ 10 ชื่อรวม 140 ชื่อนำไปเข้าตารางแล้วใช้หมุนวนไปเรื่อยๆไม่มีวันหมด แต่ในโซนมหาสมุทรแอตแลนติกที่เป็นแหล่งกำเนิดพายุเฮอริเคนนั้น โดยปกติแล้วจะมีจํานวนพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นน้อยกว่า การตั้งชื่อจึงใช้ระบบ ตั้งชื่อเป็นชื่อมนุษย์ เรียงตามอักษรภาษาอังกฤษ จาก A ถึง W แยกไว้เป็นปีไม่ปนกัน (ตามธรรมเนียมจะไม่ใช้ชื่อที่นำหน้าด้วยอักษร Q U V X Y Z) สำหรับปีพายุ 2020 นี้ ชื่อที่ตั้งไว้ได้แก่ Arthur Bertha Cristobal Dolly Edouard Fay Gonzalo Hanna Isaias Josephine Kyle Laura Marco Nana Omar Paulette Rene Sally Teddy Vicky Wilfred ในเวลาที่กำลังเขียนบทความนี้ คือ 19 กันยายน ชื่อพายุหมุนเขตร้อนที่ตั้งไว้ล่วงหน้าก็ได้หมดลง นั่นคือหลังการก่อตัวของพายุดีเปรสชัน 20L (ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นพายุเฮอร์ริเคนและได้ใช้ชื่อ Teddy) ก็มีการก่อตัวของดีเปรสชันอีก 4 ลูกตามมาอย่างรวดเร็ว ได้แก่พายุดีเปรสชัน 21L 22L 23L และ 24L โดยพายุดีเปรสชัน 23L ทวีกำลังขึ้นก่อน จึงได้ใช้ชื่อสุดท้ายของตารางรายชื่อ นั่นคือ Wilfred ไป (พายุดีเปรสชัน 21L สลายตัวก่อนใช้ชื่อ) นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1953 เมื่อพายุดีเปรสชัน 24 L ที่ก่อตัวริมชายฝั่งประเทศโปรตุเกสปีนี้ได้ทวีกำลังขึ้นเป็นพายุโซนร้อนและจำเป็นต้องใช้ชื่อเรียก จึงต้องใช้ชื่อสำรองนั่นคือตัวแรกของอักษรกรีกอันได้แก่ Alpha ตามมาด้วยพายุดีเปรสชัน 22L ในอ่าวเม็กซิโกที่ได้ใช้ชื่อที่สองในรายชื่อสำรองนั่นคือ Beta ก่อนสิ้นสุดฤดูกาลพายุเฮอริเคนปีนี้ยังมีโอกาสที่ชื่อสำรองอักษรกรีกจะถูกเรียกใช้ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งนี้จำนวนพายุที่เกิดในรอบฤดูกาลที่มีลักษณะการเพิ่มจำนวนขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกแต่อย่างใด การศึกษาในระยะหลังพบว่าสภาวะโลกร้อนนั้นไปเพิ่มความรุนแรงในการทำลายล้างของพายุหมุนเขตร้อนมากกว่า เรียบเรียงโดย @MrVop
  10. วันวิษุวัต หรือ Equinox เกิดปีละ 2 รอบ รอบแรกที่ผ่านไปแล้วเกิดเมื่อวันที่ 21 มี.ค รอบสุดท้ายของปีนี้คือวันที่ 22 ก.ย. คำว่า Equinox มาจากภาษาละติน aequus (equal) และ nox (night) แปลเป็นไทยสวยๆว่า ราตรีเสมอภาค เป็นวันที่แกนโลกตั้งฉากกับแสงจากดวงอาทิตย์พอดี เวลา 20:21 วันที่ 22 กันยายน 63 แสงจากดวงอาทิตย์จะข้ามเส้นศูนย์สูตรจากเหนือไปใต้ เวลานั้นแสงจะตั้วฉากกับเส้นศูนย์สูตรด้วย เวลากลางวันและกลางคืนที่เส้นศูนย์สูตรก็จะยาวเท่ากัน และหลังจากนี้ไป ดวงอาทิตย์จะขึ้นและตกย้ายไปทางซีกโลกใต้ทีละน้อยๆ จนปีถึวจุดใต้สุด ณ วันเหมายัน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 21 ธ.ค. วันวิษุวัตในเดือนกันยายน หรือ ศารทวิษุวัต หรือ Autumn Equinox ถือเป็นจุดสิ้นสุดฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกเหนือ (สำหรับประเทศที่มี 4 ฤดู) ประเทศในซีกโลกเหนือจะพบแสงอาทิตย์ที่มีเอียงมากขึ้น ความร้อนลดลง ตรงกันข้ามกับซีกโลกใต้ ที่ถือเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น สำหรับประเทศจีนมีชื่อเรียกเฉพาะของวันนี้ว่า วันชิวเฟิน(秋分) เรียบเรียงโดย @MrVop
  11. เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นในสวนสัตว์เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ของสหรัฐฯ เมื่องูหลามบอลไพธอนเพศเมียอายุ 60+ ปีตัวหนึ่ง เกิดตั้งท้องและวางไข่จำนวน 7 ฟองโดยไม่ได้สัมผัสงูเพศผู้เลย งูหลามบอลตัวนี้ทางสวนสัตว์ไม่ได้ตั้งชื่อให้ เพียงแต่ตั้งหมายเลขเอาไว้ว่า 361003 งูหลามบอลตัวนี้ ทางสวนสัตว์เซนต์หลุยส์ได้รับมาจากผู้บริจาคเอกชนรายหนึ่งในปี 1961 ซึ่งได้ประมาณอายุเอาไว้ในขณะนั้นว่าน่าจะมีอายุราว 3 ปี ดังนั้นหากคำนวณอายุจนถึงปัจจุบัน งูหลามเพศเมียตัวนี้น่าจะมีอายุถึง 62 ปี ซึ่งถือได้ว่าอายุยืนเกินธรรมชาติของงูหลามบอลทั่วไป โดยสถิติโลกก่อนหน้านี้เป็นของงูหลามบอลเพศผู้ในสวนสัตว์เมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งตายไปเมื่อมันมีอายุ 47 ปี งูหลามที่มีลำตัวสั้นชนิดนี้ ปัจจุบันเป็นที่นิยมเลี้ยงกันทั่วโลกแม้แต่ในเมืองไทย มันมีถิ่นกำเนิดจากตอนกลางและทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา เป็นที่รู้กันมาก่อนหน้านี้ว่า งูบอลไพธอนสามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ หรือ facultative parthenogenesis ซึ่งจะพบได้ใน สัตว์เลื้อยคลานอื่นอีกบางชนิด เช่นมังกรโคโมโด งูหางกระดิ่ง หรือในปลาฉลามบางพันธุ์ และพบว่า งูบอลไพธอนนี้ สามารถเก็บสเปิร์มเอาไว้ใช้หลังการผสมพันธุ์ครั้งสุดท้ายถึง 7 ปี แต่การตั้งท้องและออกไข่เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมาของงูหมายเลข 361003 ดูแปลกเกินไป เนื่องจากงูมันตถูกขังรวมกับงูอื่นครั้งสุดท้ายตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90 จากนั้นก็แยกไว้ตัวเดียวตลอดมา ไข่งูทั้ง 7 ฟองเวลานี้ ได้ตายไป 2 ฟอง ถูกแยกออกมาศึกษา 2 ฟอง และกำลังฟักอยู่อีก 3 ฟอง ซึ่งทางนักชีววิทยาประจำสวนสัตว์ จะตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งในระดับห้องแล็บ ว่าเป็นลูกงูที่เกิดจากการผสมแบบอาศัยเพศหรือไม่กันแน่ ที่มา https://amp.cnn.com/cnn/2020/09/11/us/python-eggs-no-male-trnd-scn/index.html เรียบเรียงโดย @MrVop
  12. ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย Jane Greaves จากมหาวิทยาลัย Cardiff ประเทศอังกฤษ ประกาศการค้นพบฟอสฟีน ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกเราที่สุด และมีขนาดรวมทั้งแรงโน้มถ่วงคล้ายคลึงกันจนสามารถเรียกว่าเป็นคู่แฝดของโลกเราเลยก็ว่าได้ ฟอสฟีน (phosphine) เป็นสารประกอบที่มีสูตรทางเคมี PH₃ บนโลกเรานั้นจะพบฟอสฟีนได้เพียง 2 ทาง คือผลิตขึ้นแบบจงใจจากฝีมือมนุษย์ในงานอุตสาหกรรม หรือไม่ก็มาจากสิ่งทีชีวิตที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไร้อ๊อกซิเจน แต่เราจะไม่สามารถพบฟอสฟีนที่เกิดเองตามธรรมชาติด้วยต้นเหตุอื่น สำหรับดาวศุกร์นั้น หากเราใช้หลักการแบบเดียวกับบนโลกไปพิจารณา ก็อาจสรุปออกได้ 2 แนวทาง คืออาจเกิดจากขั้นตอนทางเคมีในธรรมชาติของดาวศุกร์ที่เราไม่รู้จัก หรือไม่ก็มาจากสิ่งมีชีวิต ในแง่ของขั้นตอนเคมีที่เราไม่รู้จัก ก็ เป็นไปได้ว่ามาจากแรงกดดันอันมหาศาลของบรรยากาศดาว กลับปฏิกิริยาเคมีจากภูเขาไฟและฟ้าผ่า แต่ที่น่าสนใจกว่าคือแง่ของการที่ฟอสฟีนที่พบบนดาวศุกร์นั้นเกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กระดับจุลินทรีย์ที่ล่องลอยอยู่ในชั้นเมฆ ซึ่งต้องมีจำนวนไม่น้อยจนสามารถผลิตฟอสฟีนในปริมาณที่ตรวจจับได้ถึง 20 ppb (ส่วนในพันล้านส่วน) ดาวศุกร์นั้นได้ชื่อว่าเป็นดาวที่มีสภาพเรือนกระจกเกินพอดี จนเกิดความร้อนที่ผิวดาวสูงที่สุดในระบบสุริยะ นั่นคือ 465°C บนผิวดาว แม้จะอยู่ห่างดวงอาทิตย์มากกว่าดาวพุธก็ตาม นอกจากนี้ชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ยังเต็มด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกรดกำมะถัน แต่ในระดับชั้นเมฆบนๆ ความร้อนจากการสะสมตัวของสภาพเรือนกระจกจะค่อยๆลดลง จนอุณหภูมิอยู่ในช่วงราว 30°C ซึ่งถือว่าพอเหมาะที่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจะสามารถเกิดและเติบโตรวมทั้งล่องลอยไปในบรรยากาศที่มีความหนาแน่นสูงได้ แต่ชีวิตเหล่านั้น หากมีอยู่จริง ก็จะต้องปรับตัวให้อยู่รอดในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกรดกัมมะถันเข้มข้นซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากเนื่องจากเรายังไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตชนิดไหนบนโลกที่ทนต่อกรดระดับนั้นได้มาก่อน การค้นพบฟอสฟีนของทีมงานนั้นทำโดยการสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ JCMT ในฮาวาย ยืนยันซ้ำด้วยเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดยักษ์ 45 ตัวของระบบกล้อง ALMA ในชิลี ถือได้ว่าน่าจะมีความผิดพลาดค่อนข้างต่ำในการสรุปว่าพบฟอสฟีนบนดาวศุกร์จริง สิ่งที่ทีมงานต้องทำต่อไปจากนี้คือการค้นหาเพิ่มเติมในบริเวณอื่นของดาวศุกร์ว่าจะพบฟอสฟีนอีกหรือไม่ และหาคำอธิบายว่าสารประกอบแห่งชีวิตนี้จะเกิดจากสาเหตุอื่นอะไรได้อีกบ้าง การค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ลงใน Nature Astronomy ฉบับวันที่ 14 ก.ย.63 อ่านได้ที่ https://www.nature.com/articles/s41550-020-1174-4
  13. เครื่องหมาย มอก. ใหม่ ต้องมาพร้อม QR CODE เริ่มใช้จริง 21 มกราคม 2021 โดย สมอ. แจ้งผู้รับอนุญาตกว่า 10,000 ราย ให้ใช้ QR Code แสดงรายละเอียดข้อมูลสินค้า และข้อมูลในใบอนุญาต คู่กับเครื่องหมายมาตรฐานบนสินค้า มอก. เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสินค้าผ่านมือถือ ภาพ : กระทรวงอุุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายเน้นให้หน่วยงานในสังกัดนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ ตามนโยบาย Ease of Doing Business ของรัฐบาล สมอ. เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการออกใบอนุญาต มอก. ได้นำระบบ e-License มาใช้ในกระบวนการออกใบอนุญาต ล่าสุดให้ สมอ. แจ้งผู้รับอนุญาตแสดง QR Code คู่กับเครื่องหมายมาตรฐาน ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ การทำ วิธีแสดง และการใช้เครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2563 ที่กำหนดให้ผู้รับอนุญาตทุกราย ต้องแสดงรายละเอียดข้อมูลในใบอนุญาต และข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ได้รับใบอนุญาตในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ คู่กับเครื่องหมายมาตรฐาน ที่สินค้า หรือ สิ่งบรรจุ หีบห่อ สิ่งหุ้มห่อด้วยก็ได้ โดยให้ เครื่องหมาย มอก. ใหม่ ต้องมาพร้อม QR CODE เห็นได้ง่ายและชัดเจน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า สินค้าดี มีคุณภาพ และได้มาตรฐานหรือไม่ ภาพ : กระทรวงอุุตสาหกรรม นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. ทั้งที่เป็นผู้ทำในประเทศ และผู้นำเข้ากว่า 10,000 ราย จำนวนใบอนุญาตกว่า 80,000 ฉบับ ครอบคลุม 750 มาตรฐาน ซึ่งตาม พ.ร.บ.มาตรฐานฯ และกฎกระทรวงฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้รับอนุญาตทุกรายจะต้องแสดงรายละเอียดข้อมูลในใบอนุญาต และข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ได้รับใบอนุญาตในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ คู่กับเครื่องหมายมาตรฐานที่สินค้าด้วย ภาพ : กระทรวงอุุตสาหกรรม สมอ. จึงได้จัดทำเป็น QR Code เพื่อให้ผู้รับอนุญาตนำไปแสดงบนสินค้าที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดของสินค้าได้ง่ายๆ เพียงสแกน QR Code ก่อนตัดสินใจซื้อ รวมทั้ง เป็นข้อมูลในการตรวจสอบหรือร้องเรียนในกรณีที่สินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานตามที่ระบุไว้ ภาพ : กระทรวงอุุตสาหกรรม สำหรับการเตรียมความพร้อมในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ก่อนถึงวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ สมอ. ได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงผู้รับอนุญาตตามกลุ่มสินค้าประเภทต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า ไฟฟ้าส่องสว่างและไฟฟ้ากำลัง คอนกรีต วัสดุก่อสร้าง เซรามิก ยานยนต์และโภคภัณฑ์ และของเล่น เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 1 – 24 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุม 200 อาคาร สมอ. รวมทั้งสิ้นกว่า 30 รอบ โดยผู้รับอนุญาตสามารถดูรายละเอียด และสมัครเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงได้ที่ กองควบคุมมาตรฐาน โทร. 0 2202 3386-7, 0 2202 3398 ในวันและเวลาราชการ และ สมอ. ยังได้บันทึกเทปการประชุมชี้แจงผู้รับอนุญาต และอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ สมอ. ที่ www.tisi.go.th และ www.facebook.com/tisiofficial อีกด้วย นายวันชัยฯ กล่าว อ้างอิง facebook กระทรวงอุตสาหกรรม – cover : facebook กระทรวงอุตสาหกรรม
  14. เดือนที่ผ่านมา ประชาชนชาวเบลารุสออกมาประท้วงจากหลักพันขยายไปจนถึงกว่าสองแสนคนบนท้องถนน เจ้าหน้าที่จึงได้บล็อคการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ แม้เป้าหมายของการตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะพยายามระงับไม่ให้คนเข้าร่วมการประท้วง แต่ก็ต้องพบกับความล้มเหลว เนื่องจากคนจำนวนมากก็ยังไม่หยุดความพยายามที่จะออกมาประท้วงประธานาธิบดี Alexander Lukashenko ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศและพยายามจะรักษาอำนาจให้อยู่คงเดิมต่อไป Alexander Lukashenko ประธานาธิบดีเบลารุส สมัยปี 2001 ภาพจาก Kremlin.Ru Alexander Lukashenko ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำจอมเผด็จการแห่งเบลารุส ถูกเรียกขานว่าเป็นเผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป (Europe’s last dictator) เนื่องจากการเลือกตั้งแต่ละครั้งที่เคยมีมา ไม่เสรีและไม่เป็นธรรมอย่างแท้จริง ฝ่ายตรงข้ามถูกกดปราบ สื่อไม่มีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร การประท้วงล่าสุดในเบลารุสเป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ Lukashenko ลงจากตำแหน่ง เพราะประชาชนมองว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม Lukashenko ยังพ่วงข้อกล่าวหาฆาตกรรมนักการเมืองอย่างน้อย 4 คน จับกุมคุมขังผู้ต่อต้านทางการเมืองนับสิบรายและพยายามรักษา 3 หลักการที่เขายึดถือต่อไป อาทิ รื้อฟื้นระบบเศรษฐกิจแบบเก่าแบบสหภาพโซเวียต เพิ่มการกดปราบทางการเมืองและเป็นพันธมิตรอย่างใกล้ชิดกับรัสเซีย ในทศวรรษที่ผ่านมา ทั่วโลกหันมาใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นทั้งการสื่อสารและการเคลื่อนไหว ซึ่ง Jan Rydzak นักวิเคราะห์จาก Ranking Digital Rights ทำงานวิจัยแบบไม่แสวงหากำไรเพื่อสนับสนุนเสรีภาพพลเมือง Rydzak ระบุว่า เขาและเพื่อนร่วมงานได้ทำวิจัยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อประท้วงของประเทศต่างๆ ในแอฟริกา พบว่า เมื่อรัฐบาลพยายามจะปิดกั้นทางอินเทอร์เน็ตหรือเซ็นเซอร์การเข้าถึงเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย ผลของการตัดอินเทอร์เน็ตดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลกระทบให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อประท้วงลดลง ตัวอย่างเช่น การตัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียในเอธิโอเปียเมื่อเดือนธันวาคม 2017 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การศึกษาดังกล่าวพิจารณาจากพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ประท้วง แม้การประท้วงต้องเผชิญกับการตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การแทรกแซงทางเทคโนโลยี แต่ก็ไม่สามารถทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวหยุดประท้วงได้ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงความต้องการแบบถอนรากถอนโคนของกลุ่มผู้ต้องการประท้วง พวกเขาต้องการเปล่งเสียงของพวกเขาให้ได้ยิน พวกเขาไม่ได้ต้องการอยู่แค่ในบ้านเพียงเพราะสื่อสารไม่ได้ เป้าหมายของงานศึกษาเรื่อง Dissent Does Not Die in Darkness: Network Shutdowns and Collective Action in African Countries เพื่อศึกษาการตัดอินเทอร์เน็ตนั้น (Internet shutdown, blackout, network disruption, kill switch) เป็นเจตนาที่จะดิสรัปช่องทางทั้งหมดที่จะติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบซึ่งรวมถึงการปิดเครือข่ายสัญญาณ การแบนโซเชียลมีเดีย Alexander Lukashenko ประธานาธิบดีเบลารุส สมัยปี 2001 ภาพจาก Kremlin.Ru ความพยายามปิดช่องทางการสื่อสาร ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ในแง่หนึ่งอาจรบกวนการสื่อสารของกลุ่มผู้ประท้วงอาจทำให้เกิดความกังวลใจ ไม่พอใจเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังช่วยเพิ่มจำนวนของกลุ่มให้มากขึ้นเพราะต้องการความชัดเจนจากความไม่รู้ดังกล่าว ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของรัฐว่าไม่สามารถจัดการดีลกับกลุ่มผู้ประท้วงได้ ภาพด้านบนจากงานศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่เปลี่ยนแปลงจากการพยายามตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต สีดำ หมายถึงช่วงตัดสัญญาณ สีน้ำเงิน หมายถึงช่วงที่มีการประท้วงอย่างสงบ สันติ สีแดง หมายถึงช่วงที่เริ่มมีการประท้วงรุนแรง การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและการปิดช่องทางการสื่อสารในกลุ่มผู้ประท้วงถือเป็นแนวทางยอดนิยมในแอฟริกา ไล่มาตั้งแต่สมัยที่เกิดเหตุอาหรับสปริงจนถึงปัจจุบัน และกำลังขยายในพื้นที่ประท้วงหลายแห่งทั่วโลก งานศึกษาชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งพยายามตัดสัญญาณ ยิ่งสะท้อนความล้มเหลวจากความพยายามนั้น ที่มา – VICE, Washington Post, International Journal of Communication, Atlantic Council, Euro News
  15. จากมาตรการจัดเก็บภาษีบริการดิจิทัลใหม่ (Digital Services Tax หรือ DST) ที่รัฐบาลอังกฤษเสนอให้สหภาพยุโรปเก็บเพิ่ม บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Apple และ Amazon เริ่มสื่อสารกับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ว่าจะขึ้นค่าธรรมเนียมเพิ่มเช่นกัน มาตรการจัดเก็บภาษีดิจิทัลมาจากประเด็นว่าบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เข้ามาสร้างรายได้จากประชาชนยุโรปได้มหาศาล แต่ยุโรปสามารถจัดเก็บภาษีน้อยนิด เพราะเก็บได้เฉพาะภาษีรายได้นิติบุคคลเท่านั้น (แถมบริษัทเหล่านี้ยังมีกลเม็ดในการเลี่ยงภาษีนี้อีกหลายทาง เช่น การตั้งบริษัทในประเทศที่ภาษีต่ำๆ อย่างไอร์แลนด์) ทำให้ในปี 2018 รัฐบาลอังกฤษ จึงได้เสนอให้จัดเก็บภาษีบริการดิจิทัลเพิ่ม โดยเป็นการเพิ่มภาษีจากรายได้ใดๆ ที่เกิดจากบริการดิจิทัลในยุโรป (เช่น ค้นหา, โซเชียลมีเดียและการค้าออนไลน์) และเป็นการเก็บเพิ่มเติมนอกเหนือจากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องเสียอยู่แล้ว สำนักงาน Google แต่ละประเทศมีมาตรการเก็บภาษีบริการดิจิทัลเพิ่มไม่เท่ากัน และบังคับใช้ในช่วงเวลาต่างกัน อย่างภาษีบริการดิจิทัลของฝรั่งเศสเก็บเพิ่ม 3% มีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา, อิตาลีเก็บเพิ่ม 3% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม, ตุรกีเก็บเพิ่มที่ 7.5% บังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม, อังกฤษเก็บ 2% เริ่มในเดือนเมษายน สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นบริษัทเหล่านี้ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมจากลูกค้าหรือคู่ค้าเพิ่มเติม จึงอาจมองได้ว่าเป็นการผลักภาระภาษีไปที่ลูกค้าอีกที Google แจ้งกับลูกค้าผู้ลงโฆษณาว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020 เป็นต้นไป จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับโฆษณาที่แสดงบน Google และ YouTube เนื่องจากต้องจ่ายภาษีดิจิทัลในตุรกีและออสเตรีย 5% และในอังกฤษ 2% Amazon ก็เพิ่มค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ขายในอังกฤษอีก 2% เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายใหม่ที่จะเพิ่มขึ้น โดยมีผลในวันที่ 1 กันยายน Apple มีประกาศ เปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์บน App Store ในบางประเทศที่เคาะจัดเก็บภาษีเพิ่ม อย่างอังกฤษ เพิ่ม 2%, อิตาลีกับฝรั่งเศส เพิ่ม 3%, ตุรกีเพิ่ม 7.5% ที่มา - Business Insider , The Verge
×
×
  • Create New...