Jump to content

Leaderboard


Popular Content

Showing content with the highest reputation on 09/01/2563 in all areas

  1. 1 point
    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
  2. 1 point
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงข่าว: ๑.ท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้ก้าวร้าวใส่อิหร่านเหมือนครั้งก่อนๆ ๒.ไม่ยอมรับความสูญเสียใดๆ ที่ฐานทัพ ๒ แห่งในอิรัคตามที่สำนักข่าวอิหร่านและสื่อนอก เช่น บราซิลและแคนาดารายงาน ๓.ยุติใช้กำลังทหารข่มขู่อิหร่าน บอกชัดว่าแม้ว่าจะมีขีปนาวุธที่ใหญ่โต ทรงพลังและไวมาก แต่อเมริกาก็ไม่ได้มีเจตนาจะใช้ แต่จะหันไปคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่านแทน ๔.จะดึงนาโต้ให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย สรุปก็คืออเมริกาลดความก้าวร้าวลง หันไปเน้นคว่ำบาตรอิหร่านทางเศรษฐกิจแทน ๕.กล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเหมือนเดิม ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ กองทัพอิหร่านและเฮสบอเลาะห์นั้นช่วยโลกมุสลิมให้พ้นจากภัยคุกคามจากอิสราเอลและตะวันตกต่างหาก เราเห็นข่าวแตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่งอิหร่านบอกว่าโจมตีค่ายทหารมะกันจนเสียหายมาก แต่ฝั่งอเมริกาบอกว่าไม่มีใครเสียชีวิตเลย ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง แต่ประเด็นก็คือเหตุใดโดนัลด์ ทรัมป์จึงยอมยุติสงครามกับอิหร่าน มีท่าทีแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าให้ผมเดาก็คือโดนัลด์ ทรัมป์น่าจะมีประสบการณ์คล้ายๆ กับกรณีคิมจองอันนั่นแหละครับ เจออาวุธหนักอิหร่านจริงเข้า จึงได้ดวงตาเห็นธรรม เลิกอยากยุ่งกับอิหร่านไปเลย ตอนท้ายๆ ยังหวังให้รัฐบาลอิหร่านเจริญรุ่งเรืองอีกต่างหาก ต้องคอยดูว่า ๑.อเมริกาจะเคลื่อนย้ายฐานทัพของตนออกไปจากที่ล้อมอิหร่านหรือไม่? ถ้าอเมริกาถอนทัพของตนกลับประเทศ แสดงว่าต้องเจอของแข็งจากอิหร่านที่ไม่ยอมเปิดเผยแล้วละครับ ๒.อิหร่านจะทำอย่างไรต่อไปกับฐานทัพต่างๆ ของมะกัน ยังจะยิงขีปนาวุธถล่มอยู่หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อ แต่ผมเชื่อว่ารายละเอียดความลับในกรณีที่อิหร่านถล่มฐานทัพมะกัน ๒ แห่งน่าจะต้องมีเปิดเผยสักวัน ท้ายที่สุดแล้ว ก็ถือว่าจบลงด้วยดี โดนัลด์ ทรัมป์ก็แก้สนุ๊ก ไม่ตกเป็นเหยื่อของยิวไซออนิสต์ที่ต้องการให้เขาทำสงครามกับอิหร่านได้อีกครั้งหนึ่งครับ https://www.timesofisrael.com/liveblog-january-8-2020/… US president says no Americans were hurt in overnight missile barrage on bases in Iraq, vows Tehran will never be allowed a nuclear weapon ----------------------------------------------------------------------------- สัญญาณอีกอย่าง: 'อเมริกาถอนทหารออกไปจากเมือง Hasaka ของซีเรีย': ในบรรดาเป้าหมายทางทหารในซีเรีย ค่ายทหารมะกันที่เมือง Al-Hasakah คือเป้าหมายหนึ่งที่กองกำลังปฏิวัติอิสลามของอิหร่านตั้งเป้าจะโจมตี เป็นการช่วยซีเรียด้วย ทหารอเมริกาจะปักหลักอยู่ที่นี่ประมาณ ๕๐๐ นาย เพื่อเฝ้าบ่อน้ำมันหลายๆ บ่อไปด้วย ฮะแฮ่ม...ตอนนี้ โดนสั่งให้ถอนตัวจากพื้นที่ตรงนี้ไปแล้วครับ https://southfront.org/u-s-forces-evacuate-base-in-syrias…/… ---------------------------------------------------------------------------------- สำนักข่าว RT ของรัสเซีย: 'อิหร่านแค่ยิงขีปนาวุธไปแสดงศักยภาพเฉยๆ ไม่ได้เจตนาฆ่าใคร': ขณะที่ผู้นำอเมริกาบอกว่าจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจคว่ำบาตรอิหร่าน จะไม่ใช้มาตรการทางทหารกับอิหร่านอีกต่อไปแล้ว ข้อสำคัญคืออเมริกาอยากให้นาโต้เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่านี้ (เผื่ออเมริกาจะได้ถอยออกไปจากตะวันออกกลาง) และอเมริกาไม่สนใจน้ำมันในตะวันออกกลางอีกแล้ว รวมทั้งที่กำลังปล้นอยู่ในซีเรียด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ สิ่งที่น่าจะเป็นความจริงแน่นอนก็คือ ๑.อเมริกาได้ประจักษ์ในเทคโนโลยีอาวุธของอิหร่าน เหมือนๆ กับที่เคยประจักษ์ในอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั่นแหละครับ อเมริกาได้ประจักษ์ชัดว่ายุคสมัยที่จะรุกรานประเทศไหนแล้ว ประเทศนั้นตอบโต้ไม่ได้นั้นจบไปแล้ว อิหร่านได้แสดงให้อเมริกาเห็นว่าอเมริกาจะสูญเสียมากแน่นอน ถ้าไม่ถอยออกไปจากการทำสงครามในตะวันออกกลาง การยิงถล่มสถานทูตอเมริกาของอิหร่านต้องทำให้อเมริกาเข้าใจจุดนี้แน่นอน ๒.อิหร่านชักธงแดงขึ้นสู่ยอดเสาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าประเทศถูกโจมตีและจะต้องตอบโต้ ล่าสุด ทูตอิหร่านบอกว่า Our action was proportionate to the assassination of Qassem Soleimani. Our action was completed. So if the Americans do not act militarily against Iran, as far as Iran is concerned we are not going to act in return ได้แก้แค้นให้พลตรีโซไลมณีแล้ว ถ้าอเมริกาไม่โจมตีทางทหารต่ออิหร่าน อิหร่านก็จะไม่ตอบโต้ (https://tass.com/world/1106439…) ถ้ายิงขีปนาวุธไปแล้ว ไม่โดนใครเลยตามที่รัฐบาลอเมริกากล่าวอ้าง แล้วจะนับเป็นการแก้แค้นให้พลตรีโซไลมณีเรียบร้อยแล้วได้อย่างไร ๓.ก่อนที่อิหร่านจะยิงขีปนาวุธใส่สถานทูตมะกัน ๒ แห่ง มีข่าวแน่นอนว่าอเมริกาวิ่งเต้นเพื่อให้หลายๆ ประเทศเช่น รัสเซีย จีน อิรัค แม้กระทั่งกาต้าร์ช่วยเจรจา อย่าให้อิหร่านตอบโต้เพื่อมิให้สถานการณ์บานปลาย ๔.อเมริกายอมละทิ้งค่ายทหารไปจากเมือง al-Malikiya ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้พรมแดนอิรัคและตุรกี หลังจากที่มีข่าวว่าอเมริกาได้ถอนทหารออกจากค่ายที่เมือง Hasaka แล้ว (https://www.fort-russ.com/…/u-s-army-begins-evacuation-of-…/) ต้องดูว่าอเมริกาจะถอนทหารของตนเองออกไปจากค่ายต่างๆ ที่รายล้อมอิหร่านอยู่ด้วยหรือไม่ ๕.ข่าวจากสถาบันรอน พอล บอกว่าอิหร่านมีศักยภาพที่จะถล่มทหารอเมริกัน แต่ไม่ได้ต้องการเช่นนั้น ที่ยิงขีปนาวุธไปถล่มสถานทูตนั้น แค่ต้องการเตือนให้อเมริการู้ว่าอิหร่านมีศักยภาพเท่านั้น ถ้าอเมริกาตอบโต้ที่อิหร่านแสดงศักยภาพให้เห็น ก็จะจัดการอย่างจริงจังอีกที (http://ronpaulinstitute.org/…/iran-didn-t-want-to-kill-us…/…) ๖.โดนัลด์ ทรัมป์โกหกเก่งจนเป็นนิสัยและทำเป็นประจำด้วย นับแต่ดำรงตำแหน่งมา เคยโกหกหรือพูดให้คนเข้าใจผิดไปแล้วนับหมื่นครั้ง เราไม่รู้ว่าคำแถลงการณ์ล่าสุด มีคำโกหกกี่เปอร์เซ็นต์ โดนัลด์ ทรัมป์บอกว่า 'ขีปนาวุธอิหร่านโจมตีเราไม่ถูก' (nothing was hit) ทุกอย่างดีหมด (all is good) แต่มีหลักฐานดาวเทียมว่าจริงๆ แล้วค่ายทหารทั้ง ๒ ค่ายถูกโจมตีจริง มีหลักฐานบางส่วนยืนยัน (https://www.almasdarnews.com/…/new-satellite-images-show-…/…) ถ้าตัวเลขจำนวนคนเสียชีวิต ๘๐ คนพูดเกินจริง แล้วเหตุใด โดนัลด์ ทรัมป์ถึงยอมลดอหังการ์ หมดความก้าวร้าวในคำแถลงการณ์ล่าสุด ขณะนี้ มีข่าวว่ายุบค่ายทหารอย่างน้อย ๒ ค่ายในซีเรียแล้วอพยพไปที่อื่นเสีย เลิกสนใจน้ำมันในตะวันออกกลาง ซึ่งก็หมายความว่าเลิกสนใจน้ำมันในซีเรียที่ตนเองกำลังปล้นอยู่ด้วย ลักษณะของทรัมป์จึงเหมือนคนโดนต่อยจนใบหน้าปูดบวม แต่บอกว่า 'ไม่มีอะไร' ความจริงไม่น่าจะปิดอยู่ได้นานครับ https://tass.com/world/1106439… https://www.rt.com/…/477759-iran-missiles-subdued-us-stri…/… Iran’s anticipated retaliation for the US assassination of Qassem Suleimani sent a clear signal to Donald Trump that while the current round of violence may be over, Iran stands ready to respond to any future US provocation. --------------------------------------------------------------------------- เหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลอเมริกาถอนตัว: รัฐบาลอเมริกาหวาดกลัวขีปนาวุธใหม่ของอิหร่านคือ Hoveizeh Cruise Missile อย่างที่ผมรายงาน: ข้อมูลจาก Asia Times มอสสาดรายงานว่าขีปนาวุธ Hoveizeh Cruise Missile ดังกล่าวของอิหร่าน อเมริกายังไม่มีระบบป้องกัน ความลับของมันคือมันจะพุ่งเข้าหาเป้าโดยบินต่ำกว่าระดับจอเรด้าร์ ขีปนาวุธชนิดนี้มีพิสัยการยิง ๑,๓๕๐ กิโลเมตร สร้างมาเพื่อถล่มเป้าทางภาคพื้นดินของศัตรูโดยเฉพาะ อเมริกาหวาดกลัวว่าอิหร่านจะใช้ขีปนาวุธนี้ถล่มค่ายทหารมะกันอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จึงยอมล่าถอย เป็นอย่างที่ผมเคยรายงานให้อ่าน ขีปนาวุธชนิดนี้อาจเปรียบหยาบๆ ได้กับมีดบินของลี้คิมฮวงในหนังจีน พอคนได้ยินชื่อก็รู้สึกครั่นคร้ามได้นั่นแหละครับ สอนให้เรารู้ว่ากองทัพจำเป็นต้องมีอาวุธดีๆ เพื่อป้องกันประเทศ อาวุธดีๆ นั้นสามารถทำให้เราหลีกเลี่ยงสงครามได้โดยไม่จำเป็นต้องรบ อิหร่านและเกาหลีเหนือทำเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วครับคือพัฒนาอาวุธให้มีประสิทธิภาพ แล้วจะไม่มีข้าศึกรุกรานหรือมีข้าศึกรุกรานน้อยลง สิ่งที่เพจผมนำเสนอให้ผู้อ่านได้เข้าใจก็คือ ๑.อิหร่านไม่ใช่หมู ไม่ใช่ไก่ให้อเมริกาเชือดได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว จะบอกว่าอาวุธมะกันเหนือกว่าอิหร่าน ๑๐ เท่า อิหร่านไม่กล้าสู้อเมริกา พูดไม่ได้อีกแล้ว ๒.หลังจากซ้อมรบทางทะเลกับจีนและรัสเซียเมื่อปลายปีที่แล้วเสร็จ รัสเซียบอกว่าอิหร่านคือมหาอำนาจชาติหนึ่งแล้ว วาทกรรมนี้ หลายคนจะต้องแสวงหาคำตอบต่อไป แต่ผมได้พยายามนำเสนอเพื่อให้ทุกท่านทราบว่าอิหร่านได้พลิกตัวเองมาเป็นเสมือนเกาหลีเหนือ กล่าวคือสามารถข่มขู่มะกันได้ด้วยอาวุธของตนเองแล้ว มหาอำนาจอย่างอเมริกาจะต้องจดจำบทเรียนในวันนี้ไปตลอดชีวิต นโยบายต่างประเทศอเมริกาที่มีต่ออิหร่านอาจจะต้องเปลี่ยนไปด้วย It is most unlikely Trump will escalate at this point, and this could provide him with the opportunity to leave the Middle East except for the Gulf States. Trump wants to get out. The fact that Israel would be hit next by Iran [as promised, among others, by the IRGC as well as Hezbollah’s secretary-general Hassan Nasrallah] will probably cause them to pull back, and not order Trump to bomb Iran itself. “DEBKA-Mossad acknowledged that Iran’s offensive missiles cannot be defended against. Its secret is that it hugs the ground going underneath the radar screens,” the source added, referring to the Hoveizeh cruise missile, with a range of 1,350 km, already tested by Tehran. https://www.asiatimes.com/…/trump-wants-out-is-bound-to-de…/ ------------------------------------------------------------------- รอน พอล อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกา ซึ่งเคยแนะนำให้รัฐบาลอเมริกาถอนกองทัพจากตะวันออกกลางเสียเพราะไร้ประโยชน์และทำเพื่ออิสราเอลเท่านั้น โดนัลด์ ทรัมป์ก็เคยฟังเขาและพยายามเอานโยบายเขาไปทำ แต่ทำยังไม่สำเร็จ วันนี้ เขาออกมาเห็นด้วยที่ว่าว่า 'แม้ว่านายพลโซไลมณีของอิหร่านจะถูกอเมริกาสังหาร แต่อิหร่านก็ยังยั้งมือไว้ไมตรีต่อกองทัพอเมริกา โชคดีที่โดนัลด์ ทรัมป์รับรู้สัญญาณที่อิหร่านส่งมาให้ จึงยอมล่าถอย' http://ronpaulinstitute.org/archives/featured-articles/2020/january/08/iran-didn-t-want-to-kill-us-troops-with-its-strike-it-wanted-to-make-point-to-trump-about-its-missile-tech-resolve-it-did-that/?fbclid=IwAR06_to9-tc0wB7Fj6-Bm1vAZCz5FoSxnP2NfFEbTw84OnUxBaKazeaMq5A ----------------------------------------------------------------------------- ขอแสดงความยินดีกับอเมริกา: 'ผู้ชนะในการทำสงครามกับอิหร่าน': ถ้าให้ผมสรุปนะครับ สงครามที่อเมริกาทำกับอิหร่าน เข้าทำนองว่า 'คนชนะไม่อยากบอกว่าตนเองชนะ คนแพ้อยากบอกว่าตนเองชนะ' อเมริกาอยากบอกว่าตนเองชนะ ดังนั้น ในการแถลงข่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ เขาถึงบอกเป็นนัยว่าเขาชนะ สามารถสกัดมิให้อิหร่านผลิตนิวเคลียร์ได้ ขออธิบาย *สภาพ* ผู้ชนะและ *ภาพรวม* ดังนี้ครับ:- ๑.รัฐบาลอเมริกาต้องรีบถอนทหารออกจาก ๒ ค่ายสำคัญๆ ในซีเรีย โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าด้วยซ้ำ ต่อมา มีข่าวว่าอเมริกาถอนทหารออกจากบางค่ายในคูเวตด้วย (https://southfront.org/kuwait-sate-media-says-report-abou…/…) ๒.โดนัลด์ ทรัมป์ไม่มีกล่าวคุกคามอิหร่านใดๆ ในการแถลงข่าวล่าสุด ๓.โดนัลด์ ทรัมป์เรียกร้องให้นาโต้หรือยุโรปเข้ามาช่วย ดูจากเนื้อหาข่าวข้างล่าง นาโต้ปฏิเสธอเมริกามาแต่ต้น เพราะอเมริกาสั่งฆาตกรรมพลตรีโซไลมณี เป็นปัญหาระหว่างอเมริกากับอิหร่าน นาโต้ไม่เกี่ยว ๔.อิหร่านโชว์ประสิทธิภาพของอาวุธให้เห็น คนจิตป่วยอย่างโดนัลด์ ทรัมป์เห็นแล้วก็ต้องถอยกรูด นาง Dara Massicot สื่อที่ชำนาญการวิเคราะห์ทางทหาร ประจำกรุงวอชิงตันดีซีบอกว่า 'ภาพถ่ายดาวเทียมที่ขีปนาวุธอิหร่านยิงถล่มใส่ฐานทัพมะกันในอิรัคนั้น อิหร่านจงใจทำลายศักยภาพทางทหารในค่าย ไม่ได้จงใจฆ่าคน' (I am a military analyst. When I see the impact points of Iran’s strike on Asad air base, I don’t see purely symbolic strikes designed to avoid casualties, as some have speculated. The strikes appear to target the base’s military capability) แปลว่าอิหร่านแค่ต้องการแค่ให้อเมริกาใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ของตัวในค่ายไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจฆ่าทหารอเมริกัน แถมยังสามารถล็อคเป้าและจำกัดเป้าการโจมตีอย่างแม่นยำได้ ถ้าอิหร่านเอาจริง มากยิ่งกว่า ๘๐ คนด้วยซ้ำที่จะตาย ๕.ระบบป้องกันภัยของอเมริกาสกัดขีปนาวุธของอิหร่านไม่ได้ อาจเป็นด้วย เหตุ ๒ อย่าง ก.ระบบขีปนาวุธอิหร่านมีคุณภาพเกินกว่าจะรับได้ ข.ระบบเรด้าร์ป้องกันภัยของอเมริกาถูกแจมระหว่างโจมตีไปด้วย ๖.อิหร่านยังบอกว่าการโจมตีค่ายทหารอเมริกานั้น เป็นแค่การตบหน้าสั่งสอนและยั้งมือไว้ไมตรีแล้ว ถ้าอเมริกายังจะตอบโต้อิหร่านอีก อิหร่านไม่ปราณีแน่ และไม่ได้แปลว่าจะจบแค่นั้น อเมริกาต้องถอนทหารและหยุดคุกคามอิหร่านไปด้วย นับเป็นการอับอายขายหน้าไปรอบโลก เพราะชาติที่อเมริกาเคยดูถูกว่ามีอาวุธยุทโธปกรณ์ด้อยกว่าเป็นฝ่ายข่มขู่อเมริกาเสียเอง สาแก่ใจอีช้อยยิ่งนัก ๗.ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ยังตะคอก อวดเก่งใส่อิหร่านทางไมโครโฟนออกทีวีอเมริกันอีก แล้วอิหร่านโจมตีจนทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวนมาก โดนัลด์ ทรัมป์จะแพ้การเลือกตั้ง ชนิดหมดโอกาสกลับมาเป็นประธานาธิบดีได้อีก เพราะคนอเมริกันจะประท้วงหนักยิ่งกว่าสมัยสงครามเวียตนาม โดนัลด์ ทรัมป์จึงต้องถอย ๘.นักวิเคราะห์ชาวยุโรปบางคน (https://dandelionsalad.wordpress.com/…/the-empire-is-fini…/…) บอกว่า 'จักรวรรดินิยมอเมริกาจบแล้ว เหลือแต่เวลาเท่านั้นว่าจะไปอย่างสมบูรณ์เมื่อไหร่' ๙.ผู้นำรัฐบาลซาอุฯ หลายคนหลบหนีออกนอกประเทศระหว่างอิหร่านปฏิบัติการโจมตี เพราะกลัวอิหร่านจะหันขีปนาวุธไปทางริยาร์ดบ้าง ๑๐.การตายของพลตรีโซไลมณี ทำให้เกิดการรวมตัวของเครือข่ายต่อต้านจักรวรรดนิยมอเมริกา ลัทธิไซออนิสม์และลัทธิวะฮาบีย์ (American Imperialism, Zionism, Wahhabism) ซึ่งเป็น ๓ ลัทธิตัวป่วนตะวันออกกลางขณะนี้เข้มแข็งและทรงพลังขึ้นในตะวันออกกลาง (สังเกตคำแถลงการณ์ของนักรบฮูทิ https://www.youtube.com/watch…) ต่อไปจะไม่ง่ายที่อิสราเอล อเมริกาและซาอุฯ จะรุกรานมิตรประเทศอิหร่านได้อีก ๑๑.อิหร่านบอกชัด ถ้าอเมริกาไม่หยุด ยังหาเรื่องอิหร่านต่อ ขีปนาวุธชุดที่ ๓ จะไปลงที่ดูไบและอิสราเอล (http://news-syria.sy/…/iran-tv-the-third-wave-of-missiles…/…) สรุปได้ว่าศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่านนั้นได้ฆ่ากองทัพอเมริกันทั้งหมดกองทัพในตะวันออกกลางในเชิงสัญลักษณ์ไปเรียบร้อยแล้ว ประสิทธิภาพอาวุธของอิหร่านได้สร้างความตื่นตะลึงแก่อเมริกาและผู้นำนาโต้ พลตรีโซไลมณีถูกอเมริกันฆ่าตาย แต่หลังจากเขาตาย อิหร่านได้โชว์ให้กองทัพมะกันรู้ว่าอิหร่านไม่ได้กลัวแสนยานุภาพทางทหารของอเมริกาเลย ถ้ารัฐบาลอเมริกาจะถูกยิวไซออนิสต์ล้างสมองให้หาเรื่องอิหร่านอีก อเมริกาต้องคิดหนัก กิจกรรมรุกรานอิหร่านของมะกันจะหยุดชั่วคราว ระหว่างนี้ ประเทศอิรัค ซีเรีย เยเมน รัสเซีย จีนและอิหร่านจะรวมตัวกันสามัคคีกันจนเข้มแข็งขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางในอนาคตแน่นอน ท้ายที่สุด ขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลอเมริกาที่ทำท่าเหมือนได้รับชัยชนะจากการทำสงครามกับอิหร่าน เพราะในที่สุดแล้ว ผลการรุกรานของอเมริกาช่วยทำให้โลกตะวันออกกลางหลายประเทศรวมตัวกันเข้มแข็งขึ้นต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา อิสราเอลและซาอุฯ ได้อย่างผิดคาด เห็นความน่ากลัวของชาติที่มีบรรพบุรุษเป็นนักรบเปอร์เซียที่ผมบอกว่าไม่ควรมองข้ามกันหรือยังครับ? https://www.businessinsider.com/trump-asks-us-allies-for-help-iran-but-abandoned-him-2020-1?fbclid=IwAR3UC14oGEcOwLK8f4pIaQhRd0q2WTi0iyUdrZJbqTwYe4vl60IdUr2BUE8 ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
  3. 1 point
    ตราบใดที่คุณยังใช้ Google Chrome เป็นบราวเซอร์เรื่องข้อมูลความเป็นส่วนตัวก็ยังคงเป็นปัญหากวนใจอยู่ตลอด วันนี้เราจะมาบอกวิธีการตั้งค่าการรักษาความเป็นส่วนตัวให้คุณท่องเน็ตได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น จริงอยู่ที่ Google Chrome จัดว่าเป็นบราวเซอร์ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบายและครบครันที่สุด แต่ก็มีปัญหากวนใจอยู่หนึ่งเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญเสียด้วย นั่นก็คือเรื่องของการปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวที่เป็นปัญหากวนใจมาโดยตลอด ซึ่งถ้าคุณยังตัดใจเปลี่ยนไปใช้บราวเซอร์ตัวอื่นไม่ได้ วันนี้เราจะมาบอกวิธีการตั้งค่าการรักษาความเป็นส่วนตัวให้คุณท่องเน็ตได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น ปิดฟังก์ชั่น Sync หลายคนอาจกังวลว่าการล็อกอินใช้งาน Google Chrome นั้นจะถูกเก็บข้อมูลส่วนตัวส่งกลับไปยัง Google แต่แถลงการของทีมพัฒนา Google Chrome ระบุว่าการ Signed in นั้นข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานจะไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ใดๆ นอกจากการซิงโครไนซ์ข้อมูลการใช้งานของ Google Chrome ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานอย่างต่อเนื่องซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่มีอุปกรณ์หลายแพลตฟอร์มหรือหลายเครื่อง แต่ถ้าคุณไม่เชื่อ หรือไม่ต้องการให้ Google Chrome จำข้อมูลการท่องเน็ตของคุณเพื่อไปเปิดใช้ในเครื่องอื่นๆ ต่อได้ ก็สามารถปิดการทำงานของฟังก์ชั่น Sync แบบถาวรได้โดยมีวิธีการดังนี้ คลิกปุ่ม Menu (จุดสามจุดมุมบนขวาของบราวเซอร์) แล้วเลือกคำสั่ง Settings ที่หน้าต่าง Settings คลิกปุ่ม “Turn off” ที่อยู่ด้านหลังชื่อแอคเคานต์ของคุณ คลิกทำเครื่องหมายที่ออปชั่น “Clear bookmarks, history, passwords, and more …” เพื่อลบข้อมูลทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้ก่อนหน้า แล้วยืนยันด้วยปุ่ม “Turn off” คลิกออปชั่น “Advanced -> Privacy and security” ในพาเนลด้านซ้ายมือแล้วปิดฟังก์ชั่น “Allow Chrome sign-in” ด้วย โดยการปิดออปชั่นนี้จะทำให้คุณสามารถล็อกอินเข้าใช้บริการต่างๆ ของ Goggle เช่น Gmail ได้โดยไม่ต้อง Signed in เข้า Google Chrome แต่อย่างใด ปิดและเปิด Google Chrome ใหม่อีกครั้งเพื่อให้การตั้งค่ามีผลสมบูรณ์ เปิดฟังก์ชั่น Do Not Track ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทีมพัฒนา Google Chrome ได้ใส่ฟีเจอร์อย่าง “Do not Track” มาให้ด้วยแม้ความหมายจริงๆ ของมันจะไม่ได้เป็นการสั่งให้ Google Chrome ติดตามข้อมูลการใช้งานของคุณ แต่เป็นการส่งข้อมูลความต้องการนี้ไปยังหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ที่คุณเข้าไปเยี่ยมชมว่า “อย่าเก็บข้อมูลส่วนตัวของฉันนะ” ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเว็บเพจนั้นๆ เคารพกฏกติกาและคำขอร้องของคุณหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเปิดเอาไว้ก็ดีกว่าไม่เปิดจริงไหม? คลิกปุ่ม Menu (จุดสามจุดมุมบนขวาของบราวเซอร์) แล้วเลือกคำสั่ง Settings คลิกออปชั่น “Advanced -> Privacy and security” ในพาเนลด้านซ้ายมือแล้วปิดฟังก์ชั่น “Send a "Do Not Track" request with your browsing traffic” แล้วคลิกปุ่ม “Confirm” Clear Browser Data การลบประวัตการใช้งานเป็นประจำจะทำให้คุณปลอดภัยจากการสอดรู้สอดเห็นว่าคุณชอบเข้าเว็บไหนบ้างโดยเฉพาะในกรณีที่เครื่องพีซีหรือมือถือของคุณมักถูกคนอื่นยืมไปใช้งานบ่อยๆ คลิกปุ่ม Menu (จุดสามจุดมุมบนขวาของบราวเซอร์) แล้วเลือกคำสั่ง Settings คลิกออปชั่น “Advanced -> Privacy and security” ในพาเนลด้านซ้ายมือแล้วปิดฟังก์ชั่น “Clear browsing data” คลิกแท็บ Advanced เลือกออปชั่น Time range เป็น “All time” แล้วเลือกข้อมูลที่ต้องการลบประวัติการใช้งานทั้งหมดตามต้องการ จากนั้นคลิกปุ่ม “Clear data” เคลียร์ Cookies ทันทีหลังปิดหน้าเว็บ แม้ว่าคุณจะสามารถตั้งค่าให้ Chrome ไม่บันทึก Cookies ได้แต่การปิดกั้นดังกล่าวก็อาจจะทำให้คุณไม่สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์บางแห่งหรือไม่สามารถล็อกอิน ไม่สามารถดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้ไปด้วย และเนื่องจากเว็บไซต์เกือบทุกแห่งจะขออนุญาตส่ง Cookies มายังเครื่องของคุณก่อนเสมอในกรณีนี้จึงหลีกเลี่ยงลำบาก ทางออกที่ดีที่สุดคือการสั่งให้บราวเซอร์ทำการเคลียร์ Cookies และ Site Data โดยอัตโนมัติเมื่อปิดบราวเซอร์() เพื่อลบประวัติและข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเว็บไซต์ที่เราเข้าชมออกจากบราวเซอร์ทุกครั้งหลังใช้งาน คลิกปุ่ม Menu (จุดสามจุดมุมบนขวาของบราวเซอร์) แล้วเลือกคำสั่ง "Settings" คลิกออปชั่น “Advanced -> Privacy and security” ในพาเนลด้านซ้ายมือ เลือกออปชั่น “Site Settings -> Cookies and site data” เปิดออปชั่น “Clear cookies and site data when you quit Chrome” นอกจากการเคลียร์ Cookies แล้ว คุณยังสามารถกำหนดการอนุญาตในการเข้าถึงตำแหน่งการใช้งานของคุณ (Location), การเข้าถึงกล้องและไมโครโฟนที่อาจเป็นตัวการสำคัญที่หลายคนกังวลเรื่องการดักฟังข้อมูลได้จากการตั้งค่าในส่วนของ Permission ได้ด้วย ตรวจสอบด้วย Google Privacy Checkup สุดท้ายหลังจากตั้งค่าต่างๆ เรียบร้อยแล้ว หากไม่แน่ใจว่ามีอะไรเล็ดรอดบ้างไหม คุณสามารถใช้เครื่องมือตัวเล็กๆ ที่ Google เตรียมไว้ให้ใช้งานได้ฟรี ที่สามารถตรวจสอบการตั้งค่าการรักษาความเป็นส่วนตัวของคุณให้มีความเหมาะสมอย่าง Privacy Check-up โดยมันสามารถตรวจสอบการตั้งค่าของบริการต่างๆ ของ Google ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Google Docs, Photos, YouTube ฯลฯ นอกจากนี้ยังมี checklist แนะนำการตั้งค่าที่สามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณได้ตามความต้องการอีกด้วย ทั้งหมดนี้คือวิธีการปรับแต่ง Google Chrome ไม่ให้เข้าถึงหรือใช้ข้อมูลส่วนตัวบางอย่างรวมไปถึงการเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆ ของเว็บไซต์ที่เราเข้าไปใช้งานได้ ซึ่งถึงแม้จะป้องกันไม่ได้ 100% แต่อย่างน้อยก็ไม่ปล่อยให้ข้อมูลทั้งหมดของคุณถูกเปิดเผยออกไปง่ายๆ โดยไม่ทำอะไรเลยจริงไหมครับ?
  4. 1 point
    #ผู้กำกับชื่อดังมะกันทวิตถึงอิหร่าน ไมเคิล มัวร์ ทวิตข้อความ : "อิหร่านเริ่มการแก้แค้นแล้ว! ขอพระเจ้าคุ้มครองลูกหลานของเราในกองทัพ ผมเชื่อและคาดหวังว่าอิหร่านจะไม่ผิดสัญญาที่จะไม่โจมตีพลเมืองอเมริกัน เป้าหมายของอิหร่านคงมีเพียงทหาร ผู้นำทหาร และผู้นำที่เราเลือกมา (ทรัมป์) ตลอดจนหน่วยสืบราชการทางไซเบอร์ของเรา" ------------------------------------------------------------------------- #แถลงการณ์จากฝ่ายอิหร่าน!! IRGCอิหร่าน (หน่วยที่ลงมือตอบโต้) ออกแถลงการณ์ เราสรุปจุดสำคัญมาให้ชาวเพจดังนี้ 1. ถ้าสหรัฐตอบโต้ เราจะจัดหนักกว่าเดิม 2. หากสหรัฐใช้ฐานทัพประเทศใดในตะวันออกกลางในการโจมตีตอบโต้อิหร่าน เราจะโจมตีฐานทัพมะกันในประเทศนั้นๆ 3. อิสราเอลถือเป็นอาชญากรร่วมในเรื่องนี้ 4. เพื่อรักษาชีวิตทหารสหรัฐ แนะนำให้ชาวอเมริกันร่วมดันกดดันรัฐบาลของตนให้ถอนทหารจากภูมิภาค เพื่อไม่ให้ชาวตะวันออกกลางเกลียดสหรัฐมากกว่านี้
  5. 1 point
    อวสานอเมริกาในตะวันออกกลาง อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก มาถึงขั้นนี้...ก็ต้องเรียกว่าน่าจะชัดแล้ว สำหรับ “เป้าหมาย” ในการล้างแค้น เอาคืน ของอิหร่าน ต่อการลอบสังหารวีรบุรุษชาวอิหร่าน อย่างนายพล “กอเซ็ม สุไลมานี” ว่าน่าจะมีรูปร่าง หน้าตา ออกมาในแนวไหน คือไม่เพียงแต่ระดับผู้นำทางทหาร ไม่ว่าผู้บัญชาการกองกำลัง “Quds Force” รายใหม่ นายพล “EsmailQaani” หรือผู้บัญชาการกองพลอวกาศ “IRGC” นายพล “Amir Ali Hajizadeh” ที่ได้ออกมาสรุปเอาไว้ประมาณว่า คงไม่ใช่แค่การยิงจรวดถล่มใส่อเมริกาแค่ไม่กี่สิบลูกแล้วเป็นอันยุติลงไป หรือไม่ใช่กระทั่งการลอบสังหารผู้นำอเมริกา อย่าง “ทรัมป์บ้า” ให้ต้องเด๊ดสะมอเร่ ตามไปด้วย แต่จะเป็นไปถึงขั้นต้องหาทาง “ขับไล่” ทหารอเมริกันให้พ้นๆ ไปจากภูมิภาคตะวันออกกลางแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเอาเลยถึงขั้นนั้น!!! โดยผู้ที่ออกมาอธิบายถึงรายละเอียดของ “เป้าหมาย” ที่ว่า ได้อย่างไหลลื่นและลุ่มลึกเอามากๆ และสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้มุ่งแต่จะอาศัย “การทหาร” ลูกเดียว แต่พร้อมที่จะใช้ “การเมือง” และ “การทูต” ควบคู่ไปด้วย ก็น่าจะได้แก่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน “นายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ” นั่นเอง ที่ได้หยิบเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นตัวโน้มน้าวต่อบรรดาตัวแทนประเทศอ่าวเปอร์เซีย ที่เข้าร่วมประชุมกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 23 ณ เวที “Tehran Dialogue Forum” ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อช่วงวันอังคาร (7 ม.ค.) ที่ผ่านมา ดังเช่นช่วงหนึ่งของคำกล่าวที่ว่า... “ผมขอแจ้งไปยังเพื่อนๆ ทั้งหลายของผมในภูมิภาคนี้ ว่า...ถึงเวลาแล้ว!!! สำหรับการยุติการคงกำลังทหารของอเมริกาเอาไว้ในภูมิภาคนี้ และการนับถอยหลังสำหรับสิ่งที่ว่านี้ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่หยาดเลือดของนายพลสุไลมานีนั่นเอง ที่จะเป็นตัวผลักดันให้ทหารอเมริกันต้องออกไปจากภูมิภาคตะวันออกกลางแบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์...” และ “ผมขออนุญาตแนะนำไปยังเพื่อนทั้งหลายในภูมิภาคนี้ด้วยว่า...อย่าได้แทงม้าตัวที่แพ้ต่อไปอีกเลย อิหร่านนั้นพร้อมเสมอที่จะเปิดอ้อมแขนสำหรับทุกๆ ประเทศ เพราะสิ่งที่เรากระหายอยากได้สำหรับภูมิภาคนี้ ก็คือสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยเท่านั้น เราไม่ได้อยากได้อะไรมากเกินไปกว่านี้...” นี่...ต้องเรียกว่า ทั้งหยดย้อย หยาดเยิ้ม และทั้งน่าสยดสยองไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับบรรดากองกำลังทหารอเมริกันทั้งหลาย โดยที่รองรัฐมนตรีต่างประเทศ “นายSeyed Abbas Aradchi” ได้ถือโอกาสออกมาอธิบายเพิ่มเติม ด้วยการ “ทวีต” ข้อความต่างๆ ตามมาอย่างเป็นระลอก เช่น “สหรัฐฯ นั้นไม่ฉลาด...ที่ลอบสังหารผู้บัญชาการที่ต่อต้านการก่อการร้ายมาโดยตลอด อย่างนายพล สุไลมานี เพราะนั่นจะกลายเป็นผลให้กองกำลังทหารของอเมริกาจะต้องถอนออกไปจากภูมิภาคนี้ในท้ายที่สุด” หรือ “บรรดาชาวตะวันตกหลายต่อหลายรายก็เห็นด้วยเช่นกัน ถึงความไม่ฉลาดของรัฐบาลอเมริกันในเรื่องนี้ เพราะมันจะนำไปสู่จุดเริ่มต้นในการยุติบทบาททางทหารของอเมริกาในภูมิภาคนี้ และรับประกันได้เลยว่า...สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะการเดินหน้าแบบสุ่มเสี่ยงของผู้นำอเมริกันทำให้เขาต้องได้เห็นจุดจบดังกล่าว เนื่องจากความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันวานเช่นที่รัฐสภาอิรักได้แสดงให้เห็นด้วยการตัดสินใจขับไล่ทหารอเมริกันออกจากอิรัก ด้วยความปรารถนาของพระผู้เป็นเจ้า สิ่งเหล่านี้จะดำเนินไปจนกระทั่งการถอนตัวของทหารอเมริกันออกจากภูมิภาคนี้ เป็นไปแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด...” ส่วนทุกสิ่งทุกอย่าง...จะเป็นไปตาม “เป้าหมาย” ดังที่อิหร่านเขาตั้งเอาไว้มาก-น้อยขนาดไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร อันนั้นคงต้องไปดูกันอีกที แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...หลังจากนายกรัฐมนตรีรักษาการของอิรัก “นายอาเดล อับดุล มาห์ดี” ได้ยกหูโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำเยอรมนี “อังเกลา แมร์เคิล” ทันทีที่สภาอิรักได้ลงมติแนะนำให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือทางทหารกับกองกำลังพันธมิตรตะวันตกที่นำโดยอเมริกา ทั้งรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี “นางAnnegret Kramp-Karrenbauer” และรัฐมนตรีต่างประเทศ “นายHeiko Maas” ก็ได้ออกมาแถลงข่าว ว่าทหารเยอรมนีที่เข้าร่วมกับกองกำลังพันธมิตรเพื่อช่วยเหลือปราบปรามผู้ก่อการร้ายไอเอส หรือไอซิส ที่เข้ามายึดดินแดนบางส่วนของอิรักตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 นั้น ได้ตัดสินใจเคลื่อนย้ายกองกำลังบางส่วนออกจากอิรัคไปยังประเทศจอร์แดน และคูเวต โดยทันที ชนิดไม่คิดอิดๆ เอื้อนๆ ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย... แต่สำหรับกองกำลังทหารอเมริกันในอิรัก ซึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการของ “พลเอกWilliam H. Seely” นั้น แม้ว่าตัวผู้บัญชาการจะได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการ ไปถึงรัฐมนตรีกลาโหมอิรัก เมื่อช่วงวันจันทร์ (6 ม.ค.) ที่ผ่านมา หรือหลังจากได้รับทราบการลงมติของรัฐสภาอิรักในช่วงวันอาทิตย์ (5 ม.ค.) โดยเนื้อหาในจดหมายได้บรรยายความรู้สึกและรายละเอียดต่างๆ เอาไว้ชัดเจน เช่น “เราเคารพต่อการตัดสินใจตามอำนาจอธิปไตยของท่าน โดยพร้อมจะสั่งการทหารของเราออกจากประเทศนี้” รวมทั้งได้อธิบายถึงขั้นตอนของการถอนกำลัง ไม่ว่าเริ่มจากการถอนหน่วยเฮลิคอปเตอร์ออกจากเขต “Green Zone” ในกรุงแบกแดด ในช่วงเวลากลางคืนเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนต่อบรรดาชาวอิรักทั้งหลาย ตามด้วยการถอนกำลังต่างๆ ในแต่ละขั้นตอน... แต่ยังไม่ทันที่หน่วยกำลังแต่ละหน่วย จะแพ็กข้าว แพ็กของ เตรียม “แยงกี้...โกโฮม” ตามแผนการที่ถูกแจกแจงเอาไว้ในจดหมายดังกล่าว ปรากฏว่า “เพนตากอน” หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ดันออกมาสั่งระงับและปฏิเสธแผนการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอิรัก ตามคำสั่งของ “ทหารอาชีพ” หรือของผู้บัญชาการรายนี้ไปซะนี่!!! แถมผู้นำอเมริกันยังออกมาทวง “ค่าก่อสร้างฐานทัพอเมริกัน” จากรัฐบาลอิรักเอาดื้อๆ ประมาณว่าถ้าอยากให้อเมริการถอนทหารออกไป ต้องหาเงินมาจ่ายค่าก่อสร้างฐานทัพของตัวเองเอาไว้ในประเทศนี้ซะก่อน อะไรทำนองนั้น... การทู่ซี้ที่จะอยู่ต่อไป...ในดินแดนที่เจ้าของประเทศออกมาเสือกไสไล่ส่งตัวเองกันเห็นๆ จึงทำให้ชะตากรรมของทหารอเมริกันจำนวนประมาณ 5-6,000 คน ในประเทศอิรักช่วงนี้ ออกจะเป็นอะไรที่ “สุ่มเสี่ยง” ชนิดน่าจะ “หลับไม่ลง” ไปเป็นรายๆ ยิ่งเมื่อจรวด หรือขีปนาวุธของ “ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม” ชักเริ่มตกใส่พื้นที่เขต “Green Zone” กันไปเป็นสายๆ รวมทั้งยังมีคำเตือนจากกองกำลัง “เฮซบอลเลาะห์” ในอิรัก แจ้งให้ใครก็ตามอย่าได้ไปเพ่นพ่านใกล้ๆ เขต “Green Zone” หรือใกล้ๆสถานทูตอเมริกันในกรุงแบกแดดอีกต่อไปเลย โอกาสที่จะทู่ซี้ หรือ “หน้าด้าน” อยู่ต่อไปเรื่อยๆ มันจึงออกจะลำบาก หรือออกจะทุเรศทุรังเอามากๆ โดยเฉพาะต่อชีวิตทหารอเมริกันในแต่ละราย ซึ่งต่างก็มีพ่อ มีแม่ มีญาติพี่น้องไปด้วยกันทั้งนั้น... เรียกว่า...ภายใต้บรรยากาศทำนองนี้ กระทั่ง “ราชวงศ์ซาอุฯ” ยังมีข่าวว่าถึงขั้นต้องจับเครื่องบินเผ่นไปตั้งหลักแถวๆ ยุโรปกันเป็นจำนวนไม่น้อย หรือแม้แต่รัฐบาลอิสราเอล ยังต้องออกมาประกาศว่า อิสราเอลไม่มีส่วนยุ่งเกี่ยวกับปฏิบัติการลอบสังหารนายพล “สุไลมานี” เรื่องของแก้แค้น เอาคืน จึงเป็นเรื่องที่อเมริกากับอิหร่าน ต้องไปว่ากันเอาเอง ความโดดเดี่ยว โฮมอโลน ของกองทัพอเมริกัน อันเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดแบบครั้งแล้ว ครั้งเล่า ของผู้นำอเมริกันนั่นเอง ที่ทำให้ความเป็นไปได้ ของ “เป้าหมาย” แห่งการล้างแค้น เอาคืน ที่ฝ่ายอิหร่านเขาตั้งเอาไว้ น่าจะมีโอกาสเป็นจริง เป็นจังได้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไหร่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย นั่นย่อมหมายถึง “อวสานอเมริกา” ในตะวันออกกลางอย่างมิอาจปฏิเสธได้... โดย: ทับทิม พญาไท
  6. 1 point
    อิหร่านเริ่มปฏิบัติการโจมตีฐานทัพมะกันแล้ว: อิหร่านเริ่มโจมตีฐานทัพมะกันแล้ว เริ่มต้นโจมตีฐานทัพมะกันที่อิรัคก่อนด้วยวิธียิงจรวดถล่มไปหลายลูก ยิงจรวดถล่มไปเรื่อยๆ เดี๋ยวทหารมะกันที่ถูกส่งมาประจำถ้าไม่เสียชีวิตก็จะเป็นโรคประสาทกินเพราะต้องระวังและระแวงภัยตลอดเวลา มารุกรานประเทศอื่นก็อย่างนี้แหละครับ สมัยก่อน มะกันรุกรานเวียตนาม หลายคนก็คงจะคิดคล้ายกันว่าคงไม่เหลือเพราะอเมริกามีอาวุธทันสมัยกว่ามาก แต่แล้ว เวียตนามก็ขับไล่กองทัพมะกันออกไปได้ เทียบศักยภาพกันระหว่างมะกันกับเวียตนามก่อนโน้น และมะกันกับอิหร่านเวลานี้ อิหร่านวันนี้เหนือกว่าเวียตนามมากมายนักทหารมะกันจะพากันมาตายอย่างไร้ค่าจากการโจมตีของอิหร่านมากกว่าที่เวียตนามเคยโจมตีด้วย ทำไมเวียตนามถึงชนะ? ๑.ทหารอเมริกันมารบเพราะอยากได้สวัสดิการเลี้ยงชีพ อยากได้เงินรับจ้าง ยังกลัวจะไม่มีโอกาสกลับไปใช้เงินอยู่ จึงรบแบบรักษาชีวิตไปด้วยเพราะกลัวตาย แต่ชาวเวียตนามสู้เพื่อแผ่นดินเกิด ยอมตายถวายชีวิตเพื่อแผ่นดินเกิด ๒.ทหารอเมริกันสู้เพราะต้องการผลประโยชน์ ชาวเวียตนามต่อสู้เพื่ออธิปไตยของชาติ ปณิธานและอุดมการณ์ในการต่อสู้ผิดกัน ความตายของคนอเมริกันจำนวนมาก ทำให้เกิดกระแสสังคมภายในประเทศกดดันจนต้องล่าถอยไป ๓.อเมริกันเป็นฝ่ายรุกราน เวียตนามเป็นฝ่ายตั้งรับ ธรรมดากฎแห่งกรรม คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว อเมริกันทำชั่วจึงได้ผลชั่วไป สงครามระหว่างมะกันกับอิหร่านก็เช่นเดียวกัน แต่ว่าอิหร่านมีอาวุธหนักเยอะ ทหารมะกันก็น่าจะตายเยอะกว่าที่ตายในเวียตนามด้วยถ้ารบกันยาวๆ โปรดวางอุเบกขาครับ ทางไปนรก ทางไปสุคติโลกสวรรค์รู้ดีกันจนไม่ต้องถามกันแล้ว ถ้าใครหรือรัฐบาลชาติไหนเลือกทำชั่วก็ต้องพากันไปสะแด่วแห้วในนรกเป็นของธรรมดา https://www.farsnews.com/news/13981017001339/آغاز-انتقام-سخت-حملات-سنگین-موشکی-سپاه-به-پایگاه-آمریکایی-عین‌الاسد- ---------------------------------------------------------------------------- อเมริกาจะใช้ F-35 โจมตีกองทัพอิหร่าน: ผลการโจมตีของอิหร่านล็อตแรก ส่งผลดังนี้ครับ ๑.พอได้ยินข่าวโจมตี ทีมเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงของอเมริการะดับสูงสุดได้ประชุมเครียดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ทำเนียบขาว ๒.มีรายงานข่าวว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธไป ๑๕ ลูก ทหารมะกันตายไป ๘๐ นายที่ฐานทัพ Ein al-Assad ในอิรัค ๓.เรด้าร์ที่แพงที่สุดและดีที่สุดของอเมริกาไม่ทำงานหรือทำงานด้อยคุณภาพเกินคาด ๔.ระบบป้องกันภัยทางอากาศอิหร่านมูลค่า ๑๕ ล้านดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา เคยยิงโดรนมะกันมูลค่า ๒๐๒๐๐๐๐ ล้านดอลล่าร์มาแล้ว ตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์แอบคุยกันว่าขีปนาวุธ Bavar-373 ที่อิหร่านผลิตขึ้นใช้เอง (https://www.youtube.com/watch?v=zMBrq2R4LZE) เอา F-35 ของมะกันอยู่ครับ ดังนั้น จะเป็นการเจอกันระหว่างเทคโนโลยีอิหร่านและอเมริกาโดยแท้ ขณะนี้ อเมริกาสูญเสียมากแถมตกเป็นฝ่ายตั้งรับเนื่องจากอยู่ในที่แจ้งก็เลยคิดหันไปใช้เครื่องบินรบ F-35 มาต่อกร เมื่อวานนี้ https://southfront.org/us-scrambled-warplanes-from-uae-air-base-for-supposed-strike-on-iran-after-missiles-hit-us-facilities-in-iraq/?fbclid=IwAR2S5M4tq0e8utLcz9W8t1nGcdd0TWEjTYW2_dYvS80lNV-FAOAifEDrt2A -------------------------------------------------------------------- อาวุธมะกันมีปัญหา: เมื่อเช้ามีรายงานข่าวจากผู้สื่อข่าวในเลบานอนว่าเรด้าร์ที่แพงที่สุดและใหญ่ที่สุดของมะกันในอิรัคทำงานไม่ดี (The largest and most expensive US air radar in region stationed in Ain Assad airbase, yet failed to stop Iranian missile strike) ทำให้ทหารมะกันตายไปเยอะ ต่อมาก็มีข่าวว่ามะกันจะใช้ F-35 ไปลุยกับอิหร่าน มาบัดนี้ มีข่าวเก่าจากปีที่แล้วยืนยันว่าอาวุธต่างๆ ของมะกันที่ซาอุฯ เคยซื้อเอาไปใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานได้ดีตามที่โฆษณาเอาไว้ ทำให้ซาอุฯ เสียหายมาก ลองนึกเล่นๆ สิครับว่าถ้าอาวุธต่างๆ ของมะกัน ไม่ได้มีคุณภาพตามที่คุย สงครามครั้งนี้จะทำให้กองทัพมะกันเสียหายมากขนาดไหน? ผมเดาต่อครับ ถ้าทหารในกองทัพมะกันตายไปมากและเศรษฐกิจเสียหายมาก แผนก่อสงครามกับอิหร่านเพื่อเอาชนะเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์คงฝ่อ ดีไม่ดี คนมะกันอาจไล่เตะโดนัลด์ ทรัมป์ออกจากตำแหน่งด้วยซ้ำครับ https://theintercept.com/2019/04/15/saudi-weapons-yemen-us-france/?fbclid=IwAR286HM_QIafgJKjdHvTVG7gqe3CdHoZt9LLhQTtNa_rpLQZ0w_m-mUNIDg -------------------------------------------------------------- ต้นตอข่าวว่าอเมริกาเป็นมหาอำนาจ อิหร่านสู้ไม่ได้: โดนัลด์ ทรัมป์และสื่อกระแสหลักมะกันที่ยิวไซออนิสต์เป็นเจ้าของบอกกันบ่อยครั้งว่า 'อเมริกายิ่งใหญ่ อเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ อาวุธอเมริกาเหนือกว่าอิหร่าน อิหร่านไม่กล้าสู้หรอก' นักวิชาการเมากาวของไทย ลูกกะโปกมะกันก็เอาไปจ้อทางทีวีต่อว่า 'สงครามไม่เกิดหรอก กองทัพอิหร่านสู้กองทัพมะกันไม่ได้หรอก กองทัพมะกันเหนือกว่าอิหร่านไม่น้อยกว่า ๑๐ เท่า อาวุธอิหร่านเทียบกับมะกันไม่ได้เลย' ความจริงหลังฉากก็คือหลังจากรัฐบาลมะกันใช้วิธีลอบสังหารพลตรีโซไลมณีระหว่างเดินทางมาเจรจาลดความตึงเครียดกับซาอุฯ ที่รัฐบาลอิรัคจัดขึ้นอย่างขี้ขลาดตาขาวแล้ว มะกันรู้ข้อมูลว่าอิหร่านจะตอบโต้แน่นอน ทูตมะกันก็เลยดิ้นกันพล่าน ติดต่อไปทั้งที่รัสเซีย จีน กาต้าร์ อิรัค ฯลฯ เพื่อขอให้ประเทศเหล่านี้ไปช่วยเจรจาอย่าให้อิหร่านตอบโต้ ตอนนี้ อิหร่านตอบโต้แล้ว เป็นอย่างไรละครับ? ในสงครามเวียตนามนั้น คนเวียตนามไม่ค่อยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยมาก เทียบอเมริกาไม่ได้เลย มะกันจึงบุกรุกเข้าไปอย่างได้เปรียบมาก แต่ไม่ใช่กับอิหร่าน เพราะอิหร่านมีขีปนาวุธสามารถยิงถล่มกองทัพมะกันได้ ถ้าทหารอเมริกันจะตาย ก็ตายที่ค่ายทหารในแผ่นดินประเทศอื่นซึ่งพวกตนพากันไปบุกยึดครอง ไม่ได้ตายเพราะปกป้องมาตุภูมิ บนแผ่นดินของตนเอง และตายเพื่อรัฐบาลอิสราเอล ไม่ใช่ตายเพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญและแผ่นดินอเมริกาสักหน่อย ตอนนี้ อย่าร้องนะครับ ประเทศที่อาวุธด้อยกว่าอย่างอิหร่านจะสั่งสอนประเทศมหาอำนาจที่บ้าอำนาจอย่างอเมริกาสักหน ------------------------------------------------------------------------------- สรุปผลการโจมตีค่ายทหารมะกันครั้งแรกของอิหร่าน: ใครที่โปรอเมริกา โปรดทำใจดีๆ หายาหม่องดมด้วยครับ ข่าวเหล่านี้ จะมีปรากฎตามสื่อน้อยมาก เพราะอเมริกาเป็นบิดาแห่งการซ่อนข่าว แต่ในฐานะที่ทุกท่านเป็นแฟนเพจนี้ ท่านจึงรู้รายละเอียดกว่าใครอื่นๆ ๑.อิหร่านยิงขีปนาวุธไปหลายลูก ๑๗ ลูก โดนค่ายทหารที่ Ain alAssad อีก ๕ ลูกโดนค่ายทหารที่ Arbil ๒.ก่อนการโจมตี กองทัพมะกันรู้ตัวล่วงหน้าและเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ แต่เรด้าร์ที่ทันสมัยของอเมริกากลับทำงานไม่เต็มที่ เรด้าร์เหล่านี้จึงถูกขีปนาวุธอิหร่านทำลายหมด (The advanced radars in Ain alAssad USA base, ones able to cover all operations over the territory of Iraq, Syria and Palestine; failed to detect the attack of Iran and are now destroyed) ๓.รันเวย์ของเครื่องบินที่ Ain alAssad เฮลิคอปเตอร์และโดรนหลายลำถูกทำลายไปจำนวนมาก ศูนย์บัญชาการทางทหารและศูนย์ควบคุมโดรนถูกทำลายจนใช้การไม่ได้แล้ว ๔.ทหารตายราว ๘๐ ถึง ๘๕ นาย บาดเจ็บ ๒๐๐ กว่านาย คนตายและคนบาดเจ็บถูกลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปแล้ว ๕.กองทัพอิรัคไม่มีการสูญเสียใดๆ เกิดขึ้นแต่อย่างใด ๖.หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ ซึ่งเจ้าของเป็นยิวไซออนิสต์และเรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ทำสงครามกับอิหร่านเพื่ออิสราเอลมาตลอด ตอนนี้ครวญออกมาแล้วว่าโดนัลด์ ทรัมป์ไม่เหมาะเป็นประธานาธิบดี ๗.ถ้าไม่อยากให้ฐานทัพอื่นๆ ของอเมริกาถูกโจมตี อิหร่านเรียกร้องให้อเมริกาถอนทหารออกไปจากตะวันออกกลางเสีย ๘.เห็นทหารมะกันหมดท่า ถูกอิหร่านสั่งสอนพอเป็นน้ำจิ้มในอิรัคฉะนี้แล้ว รัฐบาลอิสราเอลจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหาทางประนีประนอมกับรัฐบาลปาเลสไตน์ ก่อนที่อิหร่านจะยิงขีปนาวุธใส่ ก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร? ถ้าอิหร่านโจมตีค่ายทหารอื่นๆ แล้วทหารมะกันตายเยอะแบบนี้ไปเรื่อยๆ สภาคองเกรสของอเมริกาอาจประกาศสงครามกับอิหร่าน อาจเป็นสงครามใหญ่ขึ้นมาเหมือนสมัยสงครามโลกที่ ๑ ซึ่งมีการลอบสังหารผู้นำอีกประเทศ จากนั้น อเมริกาก็จะเรียกมิตรประเทศอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมนีมาช่วยเหลือ แต่อิหร่านก็ยังมีไพ่สำคัญอีกใบ นั่นคือรัสเซียและจีน ซึ่งสองชาตินี้ ยังไงๆ ก็เข้าข้างอิหร่านอยู่แล้วนะจ๊ะ ตะละแม่ศรีนวล ---------------------------------------------------------------------------- ทางเลือกของโดนัลด์ ทรัมป์ขณะนี้: 'ต้องยอมถอยสถานเดียวเพราะประเมินศัตรูต่ำไป!' ตอนนี้ โดนัลด์ ทรัมป์รู้ตัวแล้วว่าประเมินอิหร่านต่ำไป (บรรดาลูกกะโปกมะกันชาวไทยซึ่งเอาคำประเมินสถานการณ์ของมะกันนั่นแหละมาขยายต่อก็ถือว่าประเมินผิดตามกันไปด้วย) จำได้มั้ยครับ? เป็นประธานาธิบดีได้ไม่นาน ทรัมป์อยากทำสงครามกับเกาหลีเหนือ เคยตวาดผ่านสื่อใส่คิมจองอันว่า 'เกาหลีเหนือจะเจอการตอบโต้จากมะกัน ประเทศจะลุกไหม้เป็นฟืนเป็นไฟ' เพราะคิดว่าอเมริกาเป็นต่อเกาหลีเหนือ แต่พอรู้ตัวว่าเกาหลีเหนือมีดี มีขีปนาวุธที่สามารถตอบโต้มะกันได้เช่นกัน ทรัมป์ไม่เพียงแต่ถอยกรูด เลิกใส่ร้าย ยังพยายามเป็นมิตรอีกด้วย มาถึงอิหร่าน ทรัมป์ก็ประมาทอิหร่านเช่นกัน อิหร่านโจมตีฐานทัพมะกัน ๒ ฐาน กองทัพมะกันรู้ตัวล่วงหน้าและเตรียมพร้อมตลอด ๒๔ ชั่วโมงแต่ตั้งรับไม่ได้ ทำไมถึงตั้งรับไม่ได้? เพราะขีปนาวุธที่อิหร่านใช้คือขีปนาวุธโฮเวย์เซย์ หรือ Hoveyzeh cruise missile (https://www.youtube.com/watch?v=gmSst1TuT34) ที่อิหร่านเพิ่งทดลองสำเร็จโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเจาะเรด้าร์ทั่วไปของอเมริกา มีพิสัยการยิงไกล ๑,๒๕๐ กิโลเมตร อิหร่านรู้ว่าอเมริกามีเรด้าร์ทันสมัย ดังนั้น ถ้าจะถล่มค่ายทหารอเมริกาบนภาคพื้น อิหร่านจะต้องมีขีปนาวุธพิเศษเพื่อเจาะเรด้าร์ทั่วไปของอเมริกาให้ได้ก่อน และอิหร่านก็ทดลองและทำสำเร็จตามคลิปที่เห็น จากนี้ไป ท่านลองนึกดูค่ายทหารมะกันในประเทศต่างๆ ขณะนี้สิครับว่าจะรับมือกับขีปนาวุธอิหร่านอย่างไร ถ้าอิหร่านโจมตีระลอกสอง สามหรือสี่ตามมา มุ่งเป้าหมายที่อิสราเอล ซีเรีย ฯลฯ กองทัพเหล่านี้จะสามารถรับมือขีปนาวุธใหม่ของอิหร่านได้หรือไม่ ในเมื่อประเทศเหล่านี้ก็พึ่งพาเทคโนโลยีมะกันอยู่ ข้อสำคัญ อิหร่านมีสิทธิ์ที่จะโจมตีแก้แค้นมะกันตามกฎหมายสากล ถ้าอิหร่านไม่ตอบโต้มะกันเลย ต่อไป มหาอำนาจก็จะสั่งให้สังหารผู้นำชาติอื่นๆ ได้ไปทั่ว คนเป็นโรคจิตอย่างทรัมป์จะมีจิตใจอ่อนไหวมากกว่าคนทั่วไปมาก เวลาโกรธก็จะแสดงความโกรธมาก เวลาดีใจก็จะดีใจมาก เวลาเศร้าก็จะเศร้ามาก จะเห็นว่าพอทรัมป์เห็นศักยภาพของเกาหลีเหนือ ทรัมป์ก็หยุดหาเรื่องกับคิมจองอันเพื่อทำสงครามด้วยทันที ผมหวังว่าคราวนี้ เมื่อเห็นศักยภาพอิหร่าน เห็นคนมะกันตายเกือบ ๑๐๐ คน ความเป็นโรคจิตที่อ่อนไหวมากของเขาอาจเป็นผลดีต่อทหารมะกัน เขาอาจสั่งให้ถอนทหารมะกันออกจากประเทศตะวันออกกลางตามที่เขาเคยหาเสียงเอาไว้ก็ได้ ผมคิดว่าผมน่าจะเดาถูกนะครับ ------------------------------------------------- หลายคนอาจไม่ได้ดูข่าวครับ: ปรกติ ข่าวความเสียหายของทหารมะกัน รัฐบาลมะกันจะปิดข่าวเงียบเพราะสื่อกระแสหลักของมะกันทั้งหมดนั้นถูกซีไอเอควบคุม รวมทั้งสื่อชาวเคิร์ดหรือกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ที่อยู่ใต้อาณัติของมะกันด้วย สาเหตุที่ต้องปิดเพราะโดนัลด์ ทรัมป์กลัวคะแนนเสียงตก ถ้าประชาชนอเมริกันรู้ข่าว จะพากันต่อต้านการทำสงครามเหมือนที่เกิดในเวียตนาม อนาคตเป็นประธานาธิบดีอีกรอบของโดนัลด์ ทรัมป์จะพังครืนทันที ระหว่างนี้ คงเอาคนตาย คนบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล จากนั้น ก็ประเมินกำลังศัตรูใหม่ คิดหายุทธวิธีใหม่เพื่อเดินหน้าต่อ ระยะนี้ โดนัลด์ ทรัมป์น่าจะกำลังช็อคและประเมินสถานการณ์อยู่ ต้องรอสักระยะ จึงจะออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่าจะเอายังไงต่อ แต่ผมน่าจะเดาถูกครับคือยอมถอย ถอนทหารออกจากอิรัคและหลายๆ ประเทศไป ขอให้ดวงวิญญาณทหารหาญผู้เสียชีวิตจงไปสู่สุคติด้วยเถอะ ปัญหาอยู่ที่ผู้นำครับ https://www.facebook.com/mohammed9wp5/posts/585099865387244?hc_location=ufi @ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
  7. 1 point
    จากกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯสั่งการให้สังหาร พลตรี กาเซ็ม โซไลมานี (Qassem Soleimani) ผู้บัญชาการกองกำลังผสมอิรัก-อิหร่าน นางสาว Jane Arraf สื่อมวลชนจากสำนักข่าว NPR ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้ผ่านทางทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2020 . นางสาว Jane Arraf ได้เปิดเผยข้อมูลที่ได้จากนายกรัฐมนตรีอิรัก นาย Adel Abdul Mahdi ด้วยการโพสต์ข้อมูลในทวิตเตอร์ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า “นายกรัฐมนตรีอิรัก พูดในรัฐสภาว่า ทหารสหรัฐฯ ควรออกไป โดยกล่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (@realDonaldTrump) ต่อสายมาถึงเขา เพื่อขอให้เขาช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยกับอิหร่าน แต่แล้วกลับสั่งให้ใช้โดรนสังหารพลตรีโซไลมานี และนายกรัฐมนตรีอิรักก็ยังกล่าวด้วยว่า พลตรีโซไลมานีเตรียมส่งข้อความเจรจากับซาอุดิอาระเบีย เพื่อลดความตึงเครียด แต่ก็ถูกสังหารเสียก่อน” … ทางด้านนาย Mustafa Salim สื่อมวลชนจากสำนักข่าว The Washington Post ก็ได้เปิดเผยคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีอิรักเช่นกัน และเป็นคำให้สัมภาษณ์ที่สอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้สื่อข่าว NPR เปิดเผยในทวิตเตอร์ ซึ่งคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีอิรัก มีเนื้อหาดังนี้ . “ผมได้รับโทรศัพท์จาก โดนัลด์ ทรัมป์ หลังการประท้วงที่สถานทูตสิ้นสุดลง พร้อมกับกล่าวขอบคุณรัฐบาลอิรักที่ให้ความช่วยเหลือ และขอร้องให้อิรักรับบทเป็นคนกลาง ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง เฮลิคอปเตอร์และโดรนของสหรัฐฯ กลับทำการบินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอิรัก และเราก็ปฏิเสธคำร้องขอทหารประจำการเพิ่มที่สถานทูตสหรัฐฯกับฐานทัพหลายแห่ง และอันที่จริง ผมมีกำหนดการที่จะไปพบกับเขา (พลตรี กาเซ็ม โซไลมานี) ในช่วงเช้าของวันที่เขาถูกสังหาร ซึ่งเขานำข้อความจากอิหร่าน มาเพื่อตอบรับข้อความจากซาอุดิอาระเบีย ที่ฝากผ่านอิรักถึงอิหร่าน” … ข้อมูลจากสื่อมวลชนของ NPR และ The Washington Post สามารถบ่งชี้ได้ว่า มีการพยายาม หลอกล่อให้พลตรี กาเซ็ม โซไลมานี เดินทางมาเจรจาในประเทศอิรักเพื่อลอบสังหาร ซึ่งพลตรีโซไลมานี ถือผู้บัญชาการทหารคนสำคัญของอิหร่าน และเป็นผู้สั่งการกองกำลังพิเศษ Quds Force ในภารกิจกวาดล้างกลุ่มรัฐอิสลาม กลุ่มอัลกออิดะห์ และกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ ทั้งในอิรักและซีเรีย ... นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา สำนักข่าว Daily Mail รายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล รับรู้ข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่า รัฐบาลสหรัฐฯจะออกคำสั่งสังหารพลตรีโซไลมานี ซึ่งนายไมก์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ต่อสายพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลในช่วงค่ำของวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่สหราชอาณาจักร และพันธมิตรประเทศอื่นๆ ไม่ได้รับข้อมูลล่วงหน้า จนกระทั่งสหรัฐฯดำเนินภารกิจสังหารพลตรีโซไลมานี ------------------------------------ แหล่งข้อมูล https://twitter.com/janearraf/status/1213823941321592834 https://twitter.com/Mustafa_sali…/status/1213821491814555648 https://twitter.com/Mustafa_sali…/status/1213822166204141570 https://twitter.com/Mustafa_sali…/status/1213822979882143744 https://www.dailymail.co.uk/…/Benjamin-Netanyahu-warned-pla… -------------------------------------
  8. 1 point
    อิหร่านเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว: หลังจากพิธีศพพลตรีโซไลมณีผ่านไป อิหร่านจัดประชุมสภาทันที มีข้อสรุปเป็นมติว่า ๑.กองทัพอเมริกาคือกองทัพก่อการร้าย ตรงนี้ ผมเห็นด้วยครับ และใครๆ ก็ควรจะเห็นด้วย อเมริกาส่งกองทัพไปอิรัค ลิเบีย ซีเรีย เยเมนและอาฟกานิสถาน ทำชั่วสาระพัด ตั้งแต่สังหารคนในประเทศนั้นๆ ไปจนถึงปล้นน้ำมัน ๒.จะตอบโต้สหรัฐอเมริกา และทุ่มเงิน ๒๐๐ ล้านปอนด์ให้กองทัพอัลกูดส์เพื่อเริ่มเคลื่อนไหวปฏิบัติการ ใน ๒ เดือนข้างหน้า ๓.การโจมตีอเมริกาจะไม่ใช่ปฏิบัติการหนเดียว แต่จะมีการระดมเครือข่ายต่อต้านหลายๆ ส่วนทำพร้อมกันไป ๔.พลเรือตรีอาลี ชัมคานี (Ali Shamkhani) เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดของอิหร่านบอกว่างานจะเข้าอเมริกา ๑๓ จุดใหญ่ๆ หนึ่งในนั้น จะเป็นเรื่องมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจะทำให้รัฐบาลอเมริกันฝันร้ายเลยทีเดียว ดูภาพรวมแล้ว อิหร่านมีวัฒนธรรมกว่าอเมริกาตั้งเยอะครับ ก่อนจะทำอะไร เอาไปเข้าที่ประชุมหารือเป็นมั่นเหมาะก่อน แต่รัฐบาลอเมริกาและโดนัลด์ ทรัมป์ ทำเหมือนคนไร้สติ บทจะส่งทหารเข้าประเทศไหนก็ส่งตามอำเภอใจ ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
  9. 1 point
    ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของอเมริกา พลตรีEsmail Qaani ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์คนใหม่ ฮื่ออ์อ์อ์...อย่างที่การ์ตูนนิสต์ “ผู้จัดการ” คุณพี่ “บัญชา คามิน” ท่านว่าไว้ในการ์ตูนช่องของท่านนั่นแ หละว่า ปฏิบัติการลอบสังหารนายพลอิหร่าน “กอเซ็ม สุไลมานี” ของคุณพ่ออเมริกาคราวนี้ ไม่ใช่แค่ตายกัน 5 ศพ 6 ศพ แต่ตายกันเป็นแสนๆ หรืออาจเป็นล้านๆ เอาเลยก็ไม่แน่ นั่นก็คือ...บรรดา “นักลงทุน” ทั้งหลาย ที่ต้องบาดเจ็บล้มตายกันระเนนระนาด อันเนื่องมาจากการขึ้นๆ ลงๆ ของ “ราคาหุ้น” ที่ปักหัวดิ่งกันไปตลอดทั่วทั้งโลก... ส่วนที่เด้งพรวดๆ พราดๆ ขึ้นมาแทนที่...ก็คือ “ราคาทองคำ” นั่นแล จากที่เคยอยู่ในระดับราคา 1,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ วูบเดียวพุ่งขึ้นมาถึง 1,588 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงสุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ใกล้ๆ จะแตะ 1,600 และภายในปีนี้อาจพุ่งไปถึง 1,740 ดอลลาร์ต่อออนซ์เอาเลยก็ไม่แน่ ตามการวิเคราะห์ คาดการณ์ของบรรดานักเล่นแร่แปรทอง ส่วนจะขึ้นไปถึง 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างที่ “Razaqzada” นักวิเคราะห์ตลาดโลหะมีค่า เคยทำนายทายทักเอาไว้ก่อนหน้านี้ หรือก่อนที่จะเกิดปฏิบัติการลอบสังหารนายพลอิหร่าน หรือไม่ อย่างไรนั้น ก็คงต้องคอยไปลุ้นกันดูอีกที แต่ทั้งนั้น ทั้งนี้...คงหนีไม่พ้นต้องเกี่ยวพันไปถึงแนวโน้มแห่งการ “ล้างแค้น” หรือตอบโต้เอาคืนของอิหร่านเขานั่นแหละ ว่าจะออกมาในรูปไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร เพราะยังไงๆ...ทุกสิ่งทุกอย่างมันคงหนีไม่พ้นต้องเป็นไปอย่างที่ “Global Times” สื่อทางการของจีน เขาสรุปไว้ในข้อเขียน บทความ เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมานั่นแหละว่า “US naïve to think Iran won’t fight back” หรือมันคงเป็นอะไรที่ออกจะ “ไร้เดียงสา” จนเกินไป ถ้าดันไปคิดว่าอิหร่านเขากลัวคำขู่ของ “ทรัมป์บ้า” จนไม่คิดจะทำอะไรเอาเลย... ดังนั้น...ผู้คงต้องตกอยู่ในอาการ “หลับไม่ลง” ในทุกวันนี้ ก็น่าจะได้แก่บรรดาผู้บริหารรัฐบาลอเมริกันทั้งหลาย ตลอดไปจนถึงบรรดา “ทหารอเมริกัน” ตามฐานทัพต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เรียกว่า...ถึงขั้นประกาศเลิกฝึก เลิกต่อสู้ไล่ล่าบรรดาผู้ก่อการร้าย ตามภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาแต่แรก หันมาให้ความสำคัญกับการ “ปกป้องตัวเอง” ไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะไม่รู้ว่า “จรวดชาฮับ” (Shahab) “ฮวาซอง” (Hwaseong) “เดซฟูล” (Dezful) หรือ “ซอลฟาการ์” (Zolfaghar) ฯลฯ มันอาจหล่นใส่หัวกบาลกันในตอนไหน และเมื่อไหร่ โดยเฉพาะทหารอเมริกันในอิรักที่มีอยู่ประมาณ 6,000 นาย อาจต้องนั่งสวดมนต์ อธิษฐานกันวันละ 3 เวลาหลังอาหาร เอาเลยก็ไม่แน่... แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าว่ากันตามคำพูด คำให้สัมภาษณ์ของผู้บัญชาการกองพลอวกาศ แห่งกองทัพ “IRGC” ของอิหร่านนายพล “Amir Ali Hajizadeh” ในระหว่างงานพิธีศพ “พลเอกกอเซ็ม สุไลมานี” ที่บรรดาชาวอิหร่านแห่ออกมาร่วมงานนับเป็นล้านๆ นายพลผู้นี้ท่านก็ได้ส่งสัญญาณให้เห็นเป็นนัยๆ ว่า...การตอบโต้ต่อการลอบสังหารนายพลอิหร่านคราวนี้ คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคิดจะยิงขีปนาวุธไม่กี่สิบลูกใส่บรรดาทหารอเมริกัน เท่านั้น ด้วยเหตุเพราะเป้าหมายอย่างฐานทัพสหรัฐฯ หรือแม้แต่การฆ่าประธานาธิบดีอเมริกันให้เด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง ลงไปก็ตามที “มันไม่มีค่าเพียงพอต่อการชดเชยกับความตายของคนอย่างนายพลกอเซ็ม สุไลมานี” และ “มีสิ่งเดียวเท่านั้น...ที่สามารถชดใช้หนี้เลือดคราวนี้ ก็คือการทำลายล้างบทบาทและอิทธิพลของอเมริกา ให้สูญสิ้นไปจากภูมิภาคแห่งนี้แบบชนิดเบ็ดเสร็จสมบูรณ์...” นี่...ท่านมองไกลไปถึงขั้นนั้น... เช่นเดียวกับผู้บัญชาการคนใหม่ของกองกำลัง “Quds Force” “พลตรีEsmail Qaani” ที่ได้สรุปเอาไว้ในแนวเดียวกันประมาณว่า... “สิ่งที่สามารถชดเชยกับการสูญเสียครั้งนี้ ก็คือการขับไล่ทหารอเมริกันออกไปจากภูมิภาคตะวันออกกลาง” แบบชนิดหมดสิ้นไปทั่วทั้งแผง และ “จุดเริ่มต้น” ที่จะนำไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ ก็น่าจะเริ่มก่อรูป ก่อร่าง ให้เห็นๆ กันบ้างแล้ว หลังจากที่ “รัฐสภาอิรัก” ได้ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ เรียกร้องให้รัฐบาลปิดฐานทัพอเมริกา และขับไล่ทหารอเมริกันให้พ้นๆ ไปจากประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยและมีเอกราชอย่างเช่นอิรัก เช่นเดียวกับเลขาธิการขบวนการ “เฮซบอลเลาะห์” ในเลบานอน “นายSeyyed Hassan Nasrallah” ที่ได้ออกมาเจริญรอยตามชาวอิรัก เริ่มเรียกร้องให้ขับไล่ทหารอเมริกันออกจากเลบานอน รวมทั้งยังเรียกร้องให้บรรดา “ชาวมุสลิมทั่วโลก” ถือเป็นภาระหน้าที่ในการดำรง “เป้าหมาย” เหล่านี้เอาไว้อีกด้วยต่างหาก เนื่องจากการตอบโต้ ล้างแค้น ต่อปฏิบัติการอันสุดแสนจะน่าเกลียด น่าทุเรศของประธานาธิบดีอเมริกันคราวนี้ ไม่ได้ถือเป็นภาระของประเทศอิหร่าน หรือแม้แต่อิรักล้วนๆ เท่านั้น แต่ถือเป็นภาระของ “มุสลิมทั่วทั้งโลก” เอาเลยถึงขั้นนั้น... ส่วนจะเป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้...ตาม “เป้าหมาย” ที่ว่าหรือไม่ อย่างไร คงต้องคอยไปดูกันอีกที แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...การตัดสินใจลอบสังหารนายพลอิหร่านคราวนี้ ไม่เพียงทำให้ฐานะของอเมริกาในตะวันออกกลางออกอาการตกต่ำและโดดเดี่ยวเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย ตุรกี ไปจนถึงบรรดาประเทศยุโรป ต่างออกอาการ “รับไม่ได้” กับความหยาบ ความถ่อย และความบ้าไปด้วยกันทั้งสิ้น แต่ยังกลายเป็นตัวเพิ่ม “ความชอบธรรม” ให้กับอิหร่าน ที่ถูกทำให้ต้องกลายเป็น “ผู้ร้าย” ในภูมิภาคนี้ มาโดยตลอดหรือทำให้แม้แต่การตัดสินใจประกาศเดินหน้าการ “เสริมสมรรถนะยูเรเนียม” ของอิหร่าน ที่อาจขัดแย้งกับข้อตกลงเดิมๆ อย่างข้อตกลง “JCPOA” กลับกลายเป็นสิ่งที่มี “เหตุผล” และ “ข้ออ้าง” มากพอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับภัยคุกคามจาก “ผู้ร้ายตัวจริง” อย่างคุณพ่ออเมริกา ที่บุกเข้ามาเด็ดหัวผู้นำทางทหารของอิหร่านกันถึงที่... ยิ่งมีคำพูด คำยืนยันที่หลุดออกจากปากของนายกรัฐมนตรีรักษาการอิรัก “นายAdel Abdul Mahdi” แบบชนิดตรงไป-ตรงมาว่าการเดินทางมาเยือนอิรัก ของนายพล “กอเซ็ม สุไลมานี” นั้น ก็เพื่อมารับข้อเสนอการเจรจาประนีประนอมระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเดียวกัน อย่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน โดยมีนายกรัฐมนตรีอิรักอาสาเป็น “ตัวกลาง” นั่นเอง การลอบฆ่า ลอบสังหารนายพลผู้นี้ จึงไม่ต่างอะไรไปจากความพยายามที่จะทำลาย “สันติภาพ” ภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่ให้มีโอกาสอุบัติขึ้นมาได้เลย สิ่งเหล่านี้...ไม่เพียงแต่ทำให้ “ความเป็นผู้ร้าย” ของอเมริกา ยิ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น ยังอาจทำให้ “แผนสันติภาพ” ตามแบบฉบับอเมริกา ที่เรียกๆ กันว่า “Deal of the Century” ยิ่งแทบไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดต่อไปอีกเลย และทำให้ความพยายามที่จะยกดินแดนประเทศโน้น ประเทศนี้ ไปให้กับพันธมิตรของอเมริกาอย่างอิสราเอล ยิ่งต้องถูกต่อต้านคัดค้านจากบรรดาประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง หนักยิ่งขึ้นไปใหญ่... พูดง่ายๆ ว่า...แม้จะ “ประสบความสำเร็จทางทหาร” ในการเด็ดหัวผู้นำกองทัพอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ แต่รัฐบาลอเมริกัน ไปจนถึงผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” กำลัง “พ่ายแพ้ทางการเมือง” อย่างหมดรูป หมดสง่าราศี และอาจหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างเอาเลยก็ว่าได้ ชนิดแม้แต่ความคาดหวังว่าจะได้รับ “ชัยชนะ” ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบใหม่ ในปลายปีนี้ อาจต้อง “แห้วกระป๋อง” เอาง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อบรรดาอเมริกันชนทั้งหลาย เริ่มออกมา “วิ่งไล่ลุง” หรือเริ่มออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับ “สงครามของทรัมป์” ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสงครามของชาวอเมริกันเอาเลยแม้แต่น้อย... โดย: ทับทิม พญาไท
  10. 1 point
    แผนเสี้ยมให้แตกแยกระดับเทพในการฆ่านายพลกาเซม สุไลมานี ข่าวเริ่มมีความแน่ชัดมากขึ้นว่า การเดินทางมาอิรัค ของนายพลกาเซม สุไลมานี และแกนนำนักรบซีห์อะAbu Mahdi al-Muhandis,แล้วถูกขีปนาวุธจากโดรน หรือเฮลิคอปเตอร์ของทหารมะกันถล่มจนเสียชีวิตทั้งคู่ พร้อมบอดี้การ์ดคนอื่นๆนอกสนามบินกรุงแบกแดดไม่ได้เป็นความลับแต่ประการใด นายพลอิหร่านขึ้นเครื่องบินสายการบินธรรมดาจากเลบานอนเข้ามาที่แบกแดด แล้วขึ้นรถยนต์ตอนตี1วันที่ 3มกราคมเพื่อไปพบกับอาดีล อับดุล มาห์ดี นายกรัฐมนตรีอิรักเพื่อถกแผนลับสันติภาพที่ทางซาอุฯเสนอให้อิหร่าน โดยให้อิรักเป็นสื่อกลาง ขณะขบวนรถวิ่งบนถนนนอกสนามบินแบกแดด โดนขีปนาวุธถล่มเสียชีวิตหมดทุกคนในคณะ เราสามารถตั้งข้อสังเกตุได้ดังนี้ 1. นายพลสุไลมานีเดินทางมารับฟังแผนลับที่ซาอุฯเสนอให้อิหร่าน แสดงว่าแผนลับนี้ต้องมีความสำคัญมาก ถึงได้มาด้วยตัวเอง เมื่อยอมมาด้วยตัวเองจึงติดกับดักการลอบฆ่า เท่ากับเป็นการล่อเสือออกจากถ้ำ 2.อาดีล อับดุล มาห์ดี นายกอิรักกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะมะกันถล่มลอบสังหารนายพลสุไลมานีในบ้านตัวเอง มะกันแจ้งให้มาห์ดีทราบล่วงหน้าของแผนลอบสังหารไม่กี่นาที มาห์ดีพยายามทัดทาน แต่มะกันไม่สน แล้วมาห์ดีจะมองหน้าอิหร่านได้อย่างไร โดนเสี้ยมแบบนี้ว่า อาจจะมีส่วนร่วมล่อนายพลสุไลมานีให้ไปตายหรือไม่ อีรักแก้เกี้ยวด้วยการประชุมสภาเร่งด่วนเพื่อลงมติขับไล่ฐานทัพสหรัฐในอิรัก แต่เป็นมติที่ไม่มีผลทางกฎหมาย 3. ซาอุฯเสนอแผนขอเจรจากับอิหร่าน ซาอุฯอาจจะไม่ล่วงรู้ถึงแผนลอบฆ่านายพลอิหร่าน แต่แผนที่ซาอุฯเสนออาจจะถูกทางอิหร่านมองว่าเป็นแผนลวงเพื่อฆ่านายพลสุไลมานีก็ได้ แล้วซาอุฯจะเจรจาในเชิงลับกับอิหร่านต่อไปอย่างไร 4. เมื่ออิหร่าน อิรัก ซาอุฯต่างไม่ไว้ใจกันต่อไป เท่ากับแผนเสี้ยมให้ตะวันออกกลางแตกแยกได้ผลยิ่งนัก ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว 5. อิสราเอลได้ประโยชน์มากที่สุดจากการสังหายนายพลสุไลมานี นายเบนจามิน เนธันยาฮู นายกอิสราเอลออกมาแสดงความเห็นดีเห็นงามกับคำสั่งฆ่าของประธานาธิบดีทรัมป์ 6. งบประมาณการทหารของสหรัฐที่เพิ่มคราวนี้คงมีข้ออ้างเป็นอย่างดี ว่าเพื่อป้องกันภัยของอิหร่าน 7.คณาธิปไตยยุโรปได้ประโยชน์สูงสุดจากการปั่นความขัดแย้งในตะวันออกกลางในรอบนี้ เห็นได้จากอังกฤษเอาตัวออกห่างจากเรื่องนี้ แต่จะให้สหรัฐเข้าไปเกี่ยวพันกับตะวันออกกลางลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น 8. อิหร่านไม่มีทางเลือกต้องนับมือกับพี่ปูกับเฮียสีให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นเพื่อแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจตะวันออกกลางจากอิสราเอล และซาอุฯ 6/1/2020 ThanongFanclub
  11. 1 point
    อเมริกาปฏิเสธ ไม่ยอมถอนทัพออกจากอิรัค: ถ้าใครอ่านข่าวจนรู้เท่าทันแล้ว จะมองเห็นปัญหาตรงกันว่ารัฐบาลมหาวายร้ายโลกแท้จริงแล้วคืออเมริกา อิสราเอลและซาอุดิอาระเบีย ส่วนรัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ เวเนซุเอล่าและซีเรียก็ก้มหน้าก้มตาพัฒนาบ้านเมืองของตนเองไป ชาติต่างๆ ที่ไม่สงบขึ้นมา เกิดมาจากอเมริการุกรานทั้งนั้น อิรัคนี้เป็นกรณีศึกษาตัวอย่างได้เป็นอย่างดี ๑.อเมริกาส่งทหารเข้าไปรุกรานในอิรัค โดยที่รัฐบาลอิรัคไม่ได้เห็นด้วยเลย เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตยอิรัคด้วย ๒.ล่าสุด รัฐสภาอิรัคมีมติโหวตให้อเมริกาถอนทหารออกไปจากอิรัค (https://www.presstv.com/…/…/Iraqi-lawmakers-draft-US-forces…) นี่คือมติรัฐบาลที่ทำอย่างชอบธรรม ๓.โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำจิตป่วยของอเมริกา ประกาศว่าจะไม่ยอมถอนทหารออกจากอิรัค จนกว่าอิรัคจะชดใช้ค่าใช้จ่ายนับพันล้านที่อเมริกาส่งทหารเข้าไปรุกรานในอิรัค! นี่คือแนวคิดที่ถ่อยเถื่อนเหมือนกับได้มาจากป่าดงดิบของรัฐบาลอเมริกาที่โปรอเมริกันปัญญาอ่อนในเมืองไทยทั้งหลายอ้างว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย ผมถึงบอกว่าคนพวกนี้ แท้จริงแล้ว เป็นพวก ที่เข้าขั้นดักดานและดันทุรังที่ไม่ยอมทำความเข้าใจเรื่องจริงโดยแท้ --------------------------------------------- โดนัลด์ ทรัมป์ข่มขู่จะทิ้งระเบิดใส่ตึก โบราณคดีที่สะท้อนถึงอารยธรรมและวัฒนธรรมของอิหร่าน: ตอนนี้ ต้องบอกว่ามะกันเป็นฝ่าย panic กลัวการตอบโต้ของอิหร่าน อิหร่านแย้มออกมาแล้วว่าเป้าหมายที่จะถล่มคือเฉพาะค่ายทหารมะกันมะกันเท่านั้น ทั้งหมดมี ๓๕ จุด ซึ่งอิหร่านเล็งขีปนาวุธใส่เรียบร้อยแล้ว ขึ้นกับว่าจะดีเดย์กดปุ่มระเบิดเมื่อไหร่เท่านั้น โดนัลด์ ทรัมป์ออกมาตอบโต้ว่าแหล่งโบราณคดีของอิหร่านทั้งหมด ๕๒ แห่งก็ถูกอเมริกากำหนดเป็นเป้าแล้วเช่นกัน โดยปรกติ แหล่งโบราณดดีเขาไม่โจมตีกันครับ แม้ว่าจะเกิดสงครามโลกขึ้นมาก็ตาม สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เยอรมนีบุกถล่มอังกฤษ สมัยนั้น ก็มีการเจรจาว่านักบินเยอรมนีจะไม่ทิ้งระเบิดใส่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ เพราะห้องสมุดสองมหาวิทยาลัยนี้เก็บหนังสือโบราณอันเป็นมรดกภูมิปัญญาชาติยุโรปไว้ อังกฤษก็จะไม่ทิ้งระเบิดในมหาวิทยาลัยเยอรมันที่มีห้องสมุดใหญ่ๆ ๒ แห่งเหมือนกัน ผมจำได้ไม่ชัดว่าของห้องสมุดไหน อาจจะเป็นของมหาวิทยาลัยฟรายบวร์กและฮุมโบลต์ในเบอร์ลิน ระยะหลังๆ จึงมีมารยาทในการทำสงครามว่าทำร้ายแต่เป้าหมายทางทหาร ไม่โจมตีตึกที่บ่งบอกอารยธรรมหรือศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นข่าวในรอบ ๕๐ ปีนี้ จะมีก็แต่ทหารอิสราเอลที่ดำเนินการก่อการร้ายด้วยวิธีทำลายมัสยิดเก่าแก่ในเยรุซาเลม กลุ่มก่อการร้ายไอสิสที่ทำลายโบสถ์คริสต์และมัสยิดที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ในซีเรียและศรีลังกา กลุ่มตาลีบันในอาฟกานิสถานที่โจมตีแหล่งโบราณคดี โดยพระพุทธรูปของชาวพุทธ ดังนั้น การที่จิตใจโดนัลด์ ทรัมป์เล็งเป้าจะโจมตีแหล่งโบราณคดีหรือแหล่งอารยธรรม/ศิลปวัฒนธรรมของอิหร่าน แสดงว่าจิตใจทรัมป์คงจะอยู่ระดับเดียวกับทหารอิสราเอลที่ทำการก่อการร้ายในเยรุซาเลม กลุ่มก่อการร้ายตาลิบันและไอสิสนั่นแหละครับ --------------------------------------------- อเมริกาคือตอแหลแลนด์ขนานแท้: นอกจากแต่งเรื่องว่าอิรัคมีอาวุธร้ายแรงในครอบครองแล้วส่งทหารไปฆ่าซัดดัม ฮุสเซนเพื่อปล้นน้ำมันแล้ว, ยังแต่งเรื่องว่ารัฐบาลซีเรียฆ่าประชาชนของตนเองและใช้ก๊าซพิษสังหารประชาชนของตนเอง, แต่งเรื่องว่าอิหร่านคือกลุ่มก่อการร้ายเพื่อให้ทั่วโลกเกลียดอิหร่าน, แต่งเรื่องว่ารัสเซียก้าวก่ายการเลือกตั้งในอเมริกา, ก้าวก่ายจีนโดยจัดม็อบฮ่องกงป่วนรัฐบาลอ้างว่าเพื่อประชาธิปไตย, จัดม็อบไล่ผู้นำเวเนซุเอล่าและเคยลอบสังหารผู้นำเวเนซุเอล่า ฯลฯ อเมริกาคือตัวปัญหาโลกอย่างขนานแท้ การใช้สื่ออย่างหนังสือพิมพ์และหนังฮอลลีวู้ดว่าตนเองคือตำรวจโลกเพื่อกลบเกลื่อนความชั่วของตน ตอนนี้กระทำไม่ได้แล้ว ชาวโลกรู้ทันกันหมดแล้ว ข่าวข้างล่าง รอน พอลออกมาแฉอีกว่าเอกสารต่างๆ ของราชการของอเมริกาบ่งชี้ว่าอเมริกาสร้างเรื่องเท็จเพื่อหาเหตุส่งทหารอเมริกันไปรุกรานอาฟกานิสถานเป็นระยะเวลาเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว http://ronpaulinstitute.org/archives/featured-articles/2020/january/04/afghanistan-papers/?fbclid=IwAR0dC7OehMwq8ButmnRekgtcoMkbcS_mcYoYKsQB1x2bAjetB08UgGY361o ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
  12. 1 point
    โมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน มาถึงขั้นนี้...ต้องเรียกว่าโลกทั้งโลกนั่นแหละทั่น ต่างหนีไม่พ้นต้องหันจับตาการแก้แค้น เอาคืนของอิหร่าน ต่อการ “ก่อการร้ายข้ามชาติ” หรือการ “ลอบสังหาร” “นายพลกอเซ็ม สุไลมานี” ผู้บัญชาการกองกำลัง “Quds Force” ของอิหร่าน ตามคำสั่งแบบบ้าๆ ของ “ทรัมป์บ้า” ว่าจะออกมาในรูปไหน? เมื่อไหร่? และอย่างไร??? เพราะขนาดยังไม่ทันได้แก้แค้น เอาคืน...ผู้นำอเมริกาก็ได้ออกมา “ขู่” เอาไว้แล้วล่วงหน้าแบบชนิด “เสือล้างสิงห์ เจอลิงล้างก้น” ด้วยการ “ทวีต” เอาไว้เมื่อช่วงวันอาทิตย์ (5 ม.ค.) ที่ผ่านมา ว่าถ้าหากอเมริกาถูก “ล้าง” ขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะล้างตอบ เช็ดตอบใส่อิหร่านในแบบฉับพลัน-ทันที ถึงขั้นกากบาทประกาศเป้าหมายการโจมตีล่วงหน้าเอาไว้ถึง 52 จุดด้วยกัน แถมคุยโม้ คุยโต เอาไว้ซะอีกด้วยว่าจะโจมตีด้วย “ยุทโธปกรณ์ใหม่ล่าสุด” แบบ “รุนแรงและรวดเร็ว” เอามากๆ ส่วนจะเป็นการคุยโม้ คุยโตในแบบ “ปากกล้า-ขาสั่น” หรือไม่ อย่างไรนั้น ก็อาจต้องหันไปชั่งน้ำหนัก หันไปฟังคำบอกเล่าของผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์อิหร่าน “พลเอกAhmad Reza Pourdstan” ที่ออกมาให้ข่าวเมื่อช่วงวันเดียวกันเอาไว้ประมาณว่า รัฐบาลอเมริกันได้ลงทุนขอร้องชาติต่างๆ ถึง 16 ชาติด้วยกัน เพื่อให้เป็น “ตัวกลาง” เกลี้ยกล่อมไม่ให้อิหร่านคิดล้างแค้นใดๆ อีกต่อไป... แต่เอาเป็นว่า...ไม่ว่าเสือจะล้างสิงห์ หรือลิงจะล้างก้น ก็ตามที แต่งานนี้....คงต้องเรียกว่า “หนาวว์ว์ว์” กันไปเป็นแถบๆ สำหรับ “ผลลัพธ์” ซึ่งกำลังจะตามมา จากการตัดสินใจแบบ “บ้าๆ” ของผู้นำอเมริกาในคราวนี้ เพราะการล้างกันไป-ล้างกันมานั้น สุดท้ายแล้ว...คงหนีไม่พ้นต้องบานปลาย ปลายบาน ไปสู่ “สงคราม” ชนิดอาจกลายเป็นสงครามระดับโลกเอาง่ายๆ และนั่นเองที่ทำให้บรรดาอเมริกันชนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าในวอชิงตัน ดี.ซี. ชิคาโก นิวยอร์ก ฯลฯ จึงพร้อมใจกัน “ลงถนน” หรือพร้อมใจออกมา “วิ่งไล่ลุง” แสดงความไม่พอใจต่อประธานาธิบดีของตัวเอง ที่กำลังจะกลายเป็นผู้ “จุดชนวนสงคราม” ไม่ว่าในระดับโลกหรือในระดับภูมิภาคก็แล้วแต่ แถมเรียกร้องให้ “ถอนทหารอเมริกัน” ออกจากตะวันออกกลาง ให้สิ้นเรื่อง สิ้นราว ไปซะที และนั่นอาจส่งผลให้ “คะแนนนิยม” ของ “ทรัมป์บ้า” ลดฮวบๆ ฮาบๆ เอาง่ายๆ... อย่างไรก็ตาม...สำหรับฝ่ายอิหร่านนั้น แม้จะมีความชอบธรรม มีเหตุผล เงื่อนไข และข้ออ้างมากพอ ในอันที่จะแก้แค้นเอาคืนต่อรัฐบาลอเมริกาเมื่อไหร่ และแบบไหน ก็ย่อมได้ แต่ถ้าฟังสุ้มเสียงจากโฆษกกองทัพอิหร่าน “พลเอกAbolfazl Shekarchi” ที่ออกมาสรุปเอาไว้ด้วยถ้อยคำแบบสั้นๆ ง่ายๆ แต่ออกจะลุ่มลึกและหนักแน่นมิใช่น้อย นั่นก็คือคำว่า “Iran’s Revenge Will be Harsh But Not Hasty” หรือยังไงๆ อิหร่านคงต้องแก้แค้นเอาคืนแบบชนิดเจ็บแสบ แปลบดากอยู่แล้วแน่ๆ เพียงแต่ไม่จำเป็นที่จะต้องเร่งร้อนลุกลี้ลุกลนแต่อย่างใด และก็คงไม่ใช่แต่เฉพาะโฆษกกองทัพอิหร่านเท่านั้น ที่เห็นไปในแนวนี้ ถ้าดูจากบทบาทความเคลื่อนไหวของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “นายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ” (Mohammad Javad Zarif) ก็ดูจะไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจากกันสักเท่าไหร่ คือไม่ได้ออกไปทาง “บ้ามา-ก็บ้าไป” แต่ค่อนข้างที่จะสุขุมลุ่มลึกมิใช่น้อย... นั่นก็คือ...เริ่มด้วยการออก “เดินสาย” ไปพบปะเจรจา หรือยกหูโทรศัพท์ปรึกษา หารือกับพันธมิตรรายสำคัญ ไม่ว่ากับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ” (Sergey Lavrov) และรัฐมนตรีต่างประเทศจีน “นายหวัง อี้” (Wang Yi) ไปจนถึงรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี “นายเมฟลุต คาวูโซกลู” (Mevlut Cavusoglu) รวมไปถึงการพบปะอย่างเป็นส่วนตัวกับรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ ก่อนที่จะมีกำหนดการบินไปตามคำเชิญของกลุ่มประเทศอียู เพื่อพบปะหารือกันในเรื่องราวเหล่านี้ในอีกวัน-สองวันนี้ ฯลฯหรือพูดง่ายๆ ว่า...ไม่ว่าอิหร่านจะแก้แค้นเอาคืนกันในแบบไหน ลักษณะไหน หรือเมื่อไหร่ มันน่าจะต้องมี “ความชอบธรรม” ในระดับระหว่างประเทศรองรับเอาไว้อยู่พอสมควรทีเดียว หรือคงไม่น่าจะออกไปทาง “ก่อการร้าย” แบบหยาบๆ ง่ายๆ หรือบ้าๆ อย่างที่ผู้นำอเมริกาได้แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างอยู่ในทุกวันนี้... และดูเหมือนว่า...การอาศัยความสุขุมลุ่มลึกแบบไม่จำเป็นต้องเร่งร้อน ลุกลี้ลุกลน(Hasty) อาจส่งผลให้การแก้แค้นเอาคืนของอิหร่านยิ่งเป็นไปในแบบเจ็บแสบ แปลบดาก (Harsh) ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น เพราะขนาดที่ยังไม่ได้ลงมือ ลงตีนใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย เมื่อช่วงวันอาทิตย์ (5 ม.ค.) ที่ผ่านมา “รัฐสภาอิรัก” ก็ได้ลงมติกันอย่างเป็นเอกฉันท์ เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการของอิรักยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือทางทหาร กับกองกำลังอเมริกันและพันธมิตร ที่อ้างว่าเข้ามาช่วยเหลืออิรักในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายไอเอส หรือไอซิส ซึ่งเคยยึดดินแดนบางส่วนของอิรักมาก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า...ในเมื่อพวกไอซิสได้พ่ายแพ้หนียะย่าย พ่ายจะแจไปหมดแล้ว ก็ไม่ควรที่จะคงกองกำลังต่างชาติใดๆ เอาไว้ในอิรักอีกต่อไป และควรที่จะปิดฐานทัพอากาศของกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตร หรือให้หันไป “ถีบอเมริกัน” ออกจากประเทศตัวเองโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ รวมทั้งยังคิดจะเสนอข้อร้องเรียนไปยังสหประชาชาติ ถึงการ “ละเมิดอธิปไตย” ของอิรัก โดยกองทัพอเมริกันในอิรักอีกด้วยต่างหาก โดยเฉพาะเมื่อนายกรัฐมนตรีรักษาการ อย่าง “นายAdel Abdul Mahdi” ได้ออกมาเปิดเผยเอาไว้ชัด ว่าขณะที่ “นายพลกอเซ็ม สุไลมานี” กำลังมีกำหนดเดินทางมาพบปะกับตัวเอง ทหารอเมริกันได้แจ้งให้ทราบเพียงแค่ไม่กี่นาทีว่าคิดจะ “เด็ดหัว” นายพลผู้นี้ และแม้นายกฯ อิรักจะปฏิเสธโดยเด็ดขาด แต่ถึงกระนั้น...ทหารอเมริกันในอิรักก็ยังไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆ อันถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิรักอย่างชัดเจน การปิดฐานทัพอเมริกันโดยเร็วที่สุด จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศที่เป็นเอกราชอย่างอิรัก... หรือพูดง่ายๆ ว่า...จากที่ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ได้เคย “ทวีต” ยุแยง ตะแคงรั่ว เมื่อแค่ไม่กี่วันมานี้นี่เอง เพื่อให้บรรดา “ชาวอิรักนับล้านๆ” ตัดสินใจเลือกข้างอเมริกาแล้ว “ถีบอิหร่าน” ออกไป แต่มาถึง ณ วินาทีนี้ รัฐสภาอิรักโดยเสียงข้างมากอย่างเป็นเอกฉันท์ ได้ตัดสินใจหันไป “ถีบอเมริกา” กันแทนที่ ชนิดเผลอๆ...การ “ถอนทหารอเมริกัน” ออกจากพื้นที่ต่างๆ ในตะวันออกกลาง อาจตามมาอย่างเป็นระลอก โดยเฉพาะถ้าการแก้แค้น เอาคืนของอิหร่าน เป็นไปอย่างสุขุม ลุ่มลึก และโดยมีพื้นฐาน “ความชอบธรรม” รองรับเอาไว้ในแต่ละขั้นแต่ละตอน และนั่นอาจทำให้ฉากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ถึงกับต้องลุกลามบานปลายไปสู่ “สงคราม” ไม่ว่าจะในระดับภูมิภาค หรือระดับโลก เพราะด้วยการอาศัยหนทาง หรือแนวทางแห่ง “สันติภาพ” นี่เอง ที่จะทำให้ “เครื่องจักรแห่งการสังหาร” อย่างกองทัพสหรัฐฯ ไม่มีโอกาสใดๆ ที่จะเปล่งอานุภาพ หรือศักยภาพแห่งการทำลายล้าง จนสุดท้าย...มีแต่ต้อง “เหี่ยวปลาย” ลงไปเอง พร้อมกับความล่มสลายของจักรวรรดิอเมริกา หรือ “อวสานอเมริกา” กันในขั้นตอนสุดท้าย...นั่นแล... โดย: ทับทิม พญาไท
  13. 1 point
    เบื้องหลังการสังหารพลเอกโซไลมณีของอิหร่าน: ๑.อิสราเอลต้องการขยายดินแดนของตนให้กว้างออกไป แต่จะทำไม่ได้หากตะวันออกกลางเป็นปึกแผ่น จึงขอให้อเมริกาช่วย ๒.อเมริกา อิสราเอล ซาอุฯ และอังกฤษจึงร่วมกันสร้างกลุ่มก่อการร้ายไอสิสโดยอาศัยนิกายวะฮาบีย์ในซาอุดิอาระเบียเป็นฐาน ซาอุฯ สร้างทั้งโรงเรียนและมัสยิดปลูกฝังแนวคิดวะฮาบีย์ กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่รัฐบาลมุสลิมอย่างซาอุฯ สร้างขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของอเมริกา อังกฤษและอิสราเอลจึงระบาดไปทั่วตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว ๓.หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายไอสิสก็คืออะบูบักร์ อัลบัฆดะดี ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับมอสสาดของอิสราเอล เพราะต้องควบคุมให้ไอสิสทำงานตามวัตถุประสงค์ที่อิสราเอลต้องการ กลุ่มก่อการร้ายไอสิสเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วซีเรีย อิรัค เลบานอน ในขณะเดียวกัน ที่ปาเลสไตน์ อิสราเอลก็ส่งกองทัพเข้าบุกรุกยึดดินแดนโดยเปิดเผย โดยมีรัฐบาลอเมริกาสนับสนุน มิให้สหประชาชาติดำเนินการเอาผิดได้ตลอดมา ๔.ตะวันออกกลางเริ่มป่วนเพราะมีคนสร้างสถานการณ์ขึ้นมา ไม่เพียงแต่กลุ่มก่อการร้าย ชาติตะวันตกนำโดยอเมริกาและแก๊งนาโต้ยังสร้างสงครามพันทาง ใช้ม็อบจัดตั้งหาทางไล่รัฐบาลซีเรียตลอดเวลา เมื่อสงครามพันทางมาบวกกับกลุ่มก่อการร้าย รัฐบาลซีเรียจึงเซไปเซมา จนกระทั่งได้ขอให้รัสเซียและอิหร่านเข้าช่วย ๕.บุคคลที่นำกองทัพอิหร่านเข้าช่วยก็คือพลเอกโซไลมณี ทุกจังหวัดในซีเรียที่มีไอสิสและอัลกออิดะห์ นายพลผู้นี้นำกองทัพอิหร่านเข้าร่วมรบกับกองทัพรัสเซียและซีเรีย จนกระทั่งรัฐบาลซีเรียสามารถกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายไอสิสและอัลกออิดะห์ทุกๆ จังหวัด จนกระทั่งมาเหลือจังหวัดสุดท้ายคืออิดลิบที่กำลังไล่ล่ากลุ่มก่อการร้ายอยู่ขณะนี้ ๖.วีรกรรมสำคัญอย่างหนึ่งที่พลเอกโซไลมณีได้ทำไว้ก็คือเมืองอาเลปโปซึ่งมีประชาชนซีเรียอาศัยอยู่ประมาณ ๓ ล้านคน ชาวซีเรียเหล่านี้ถูกกลุ่มก่อการร้ายไอสิสเข้ายึดครองและจับชาวบ้านเป็นตัวประกัน พลเอกโซไลมณีได้พากองทัพอิหร่าน ผสมกับกองทัพรัสเซียและซีเรียเข้าตะลุยกับกลุ่มก่อการร้าย จนกระทั่งสามารถยึดเมืองอาเลปโปคืนมาจากกลุ่มก่อการร้าย มอบให้รัฐบาลซีเรียได้ ๗.ขณะเดียวกัน กองทัพเยเมนซึ่งเป็นรองมากได้เพลี่ยงพล้ำซาอุฯ โดนซาอุฯ อังกฤษและอเมริกาส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ประชาชนเป็นว่าเล่น พลเอกโซไลมณีพร้อมด้วยเครือข่ายคือกลุ่มติดอาวุธเฮสบอเลาะห์ได้เข้าไปช่วยวางแผนและช่วยเหลือด้านอาวุธ จนกระทั่งในที่สุด กองทัพฮูทิของเยเมน ไม่เพียงจะสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้ ยังสามารถตอบโต้ประเทศซาอุดิอาระเบียได้อย่างหนักด้วย แม้กระทั่งต่อมา สามารถส่งโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันอารามโกของซาอุฯได้สำเร็จ ทำให้ซาอุฯ ไม่กล้าบุ่มบ่ามรุกรานเยเมนเหมือนเดิมอีกต่อไป ๘.ในขณะที่ปาเลสไตน์กำลังถูกอิสราเอลบุกรุกและยึดครองพื้นที่ รัฐบาลอิหร่านก็ช่วยเหลือกลุ่มฮามาส พลเอกโซไลมณีก็ให้คำปรึกษาในการวางแผนรบกับกองทัพอิสราเอลมาโดยตลอด ๙.ล่าสุด รัฐบาลอิรัคเห็นซีเรียประสบความสำเร็จจากการให้กองทัพอิหร่านเข้าช่วยเหลือ รัฐบาลอิรัคจึงเชิญกองทัพอิหร่านให้ช่วย เป็นช่วงจังหวะที่กลุ่มก่อการร้ายไอสิสและอัลกออิดะห์กำลังพ่ายแพ้ในซีเรีย อเมริกาและแก๊งพันธมิตรได้พยายามเคลื่อนย้ายกลุ่มก่อการร้ายไอสิสไปไว้ที่อิรัคแทน พลเอกโซไลมณีจึงได้รับเชิญให้เข้าอิรัคบ่อยมากยิ่งขึ้นเพื่อให้คำปรึกษารัฐบาลอิรัค ๑๐.ช่วงเวลานี้ เป็นระยะที่กลุ่มก่อการร้ายไอสิสทั้งในซีเรียทั้งในอิรัค พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ตกเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนและจนมุมหลายครั้ง รัฐบาลอเมริกา อิสราเอล ซาอุฯ และอังกฤษไม่สามารถจะช่วยให้กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้เอาชนะกลุ่มทหารฝ่ายรัฐบาลซีเรียและอิรัค ซึ่งมีพลเอกโซไลมณีเป็นแกนนำในการวางแผนรบได้ ทำให้แผนการยึดครองตะวันออกกลางของอิสราเอลไม่คืบหน้า จึงนำไปสู่การคิดแผนสังหารเขาขึ้นมา ๑๑.วันที่พลเอกโซไลมณีถูกสังหาร เขาได้รับเชิญจากรัฐบาลอิรัคให้เดินทางมาอิรัคในฐานะทูตจากรัฐบาลอิหร่าน เขาเดินทางมาไม่กี่คน และมาบนโดยสารเครื่องบินพาณิชย์จากซีเรีย การมาของเขา เป็นที่รู้จักทางสื่ออย่างแพร่หลาย เพราะเขาเดินทางเข้าอิรัคโดยเปิดเผย ในฐานะทูตจากรัฐบาลอิหร่าน เจ้าหน้าที่รัฐบาลอเมริกันประจำสนามบินแบกแดดของอิรัคก็รู้ว่านายพลโซไลมณีเดินทางเข้าอิรัคในฐานะทูต รู้กำหนดเดินทางมาถึงและสายการบินที่มาเพราะเขาเดินทางมาในฐานะทูต ๑๒.การใช้โดรนสังหารเขาของรัฐบาลอเมริกัน จึงเป็นวิธีของพวกขี้ขลาด ตาขาว เพราะใช้วิธีขั้นต่ำคือหมาลอบกัดหลังจากที่บริวารทั้งหลายพ่ายแพ้เขาในสนามรบมาแล้ว โดยที่เขาเองก็นึกไม่ถึงว่ารัฐบาลอเมริกาจะใช้วิธีต่ำทรามขนาดนี้ได้ ขอคารวะนายพลโซไลมณี ผู้กล้าที่กล้าต่อสู้กับจักรวรรดินิยมอเมริกาและพวกยิวไซออนิสต์ (American Imperialism+Zionism) อย่างห้าวหาญครับ ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
  14. 1 point
    เมื่อ “ทรัมป์บ้า” ตัดสินใจเปิดกล่องแพนโดรา เปิดฉากสัปดาห์นี้...ด้วยบรรยากาศแบบที่ต้องเรียกว่า พอๆ กับ “เปิดกล่องแพนโดรา” เอาเลยก็ว่าได้ ด้วยเหตุเพราะเค้าลางแห่งความพินาศฉิบหายวายวอดกันในระดับโลก มันเริ่มปรากฏให้เห็นแบบจะจะคาตา อันเนื่องมาจากผู้นำอเมริกา (ที่เหมาะแล้วในอันที่จะเรียกขานกันในนาม “ทรัมป์บ้า”) ได้ตัดสินใจเปิดกล่องแห่งความพินาศฉิบหายใบนี้ ด้วยมือของตัวเอง ขณะกำลังนั่งรับประทานมีทโลฟ แกล้มกับไอศกรีมอยู่ ณ รีสอร์ต “มาร์-อา-ลาโก” อันสุดแสนหะรูหะราของตัวเอง... อย่างที่ทราบๆ กันไปแล้วนั่นแหล่ะทั่น...ว่าเมื่อช่วงวันศุกร์ (3 ม.ค.) ที่ผ่านมา ด้วยการตัดสินใจออกคำสั่งโดยตรงจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตามที่กระทรวงกลาโหมอเมริกันให้คำยืนยัน เครื่องบินโดรนของกองทัพอเมริกา ก็บินไปทิ้งระเบิดใส่ขบวนรถของผู้บัญชาการกองกำลัง “Quds Force” ของอิหร่าน “นายพลกัสเซ็ม สุไลมานี” (Qassem Soleimani) ที่กำลังเดินทางไปเยือนประเทศอิรักอย่างเป็นทางการ และโดยเปิดเผยขณะที่ขบวนรถกำลังออกจากสนามบินนานาชาติของกรุงแบกแดด ส่งผลให้ผู้คนในขบวนรถตายไปอย่างน้อย 6 ศพ ซึ่งในจำนวนนี้ มีทั้ง “นายพลสุไลมานี” รวมทั้ง “นายอาบู มาห์ดี อัล-มูฮานดิส” (Abu Mahdi al-Muhandis) รองผู้บัญชาการกองกำลัง “PMF” ของอิรัก หรือกองกำลังที่กองทัพอเมริกันเพิ่งเอาระเบิดไปหย่อนใส่หัว ตายไป 25 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นร้อย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ จนส่งผลให้ชาวอิรักต้องออกมาบุกปิดล้อมสถานทูตอเมริกันในกรุงแบกแดด ดังที่เล่าสู่กันฟังไปแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา... การตัดสินใจเล่นงานผู้บัญชาการกองกำลัง “Quds Force” ของอิหร่านในคราวนี้...คงไม่อาจใช้คำพูดอื่นใด นอกซะจากต้องใช้คำว่า “การลอบสังหาร” นั่นแหละ ถึงจะเหมาะสมที่สุด หรืออาจมีอีกคำหนึ่งที่เหมาะสมยิ่งไปกว่านี้ อันเป็นคำพูดที่ชาวอเมริกันด้วยกันเอง อย่างเช่น “นายริชาร์ด แบล็ค” (Richard Black) วุฒิสมาชิกแห่งรัฐเวอร์จิเนีย และอดีตเคยเป็นทหารผ่านศึกอีกซะด้วย หันไปใช้คำว่า “การก่อการร้าย” กันแทนที่ โดยให้เหตุผลรองรับเอาไว้ว่า...ด้วยเหตุเพราะนายทหารอิหร่านอย่าง “นายพลสุไลมานี” นั้น ไม่ว่าใครจะสร้างภาพ จะใส่สีตีไข่กันไปในรูปไหน แต่สิ่งที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ...ถือเป็นผู้มีบทบาทความสำคัญเอามากๆ ต่อการ “ปราบปรามผู้ก่อการร้าย” โดยเฉพาะพวกไอเอส หรือไอซิสในตะวันออกกลาง การที่กองทัพอเมริกัน หรือประธานาธิบดีอเมริกัน หันมาเล่นงานนายพลผู้นี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่อง “น่าเศร้า” ในสายตาของวุฒิสมาชิกอเมริกันรายนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดคำถามกับชาวอเมริกันทั้งมวลอีกด้วยว่า “หรือเราไม่ได้คิดจะทำสงครามกับการก่อการร้ายใดๆ เลย โดยเอาเข้าจริงๆ แล้ว...ผมเกรงว่า เรากำลังจะเป็นผู้ก่อการร้ายซะเอง...” คือโดยสรุปแล้ว...คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “การลอบสังหาร” หรือ “การก่อการร้าย” ของสหรัฐอเมริกาคราวนี้ เกิดขึ้นบนองค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ 1. เป็นการตัดสินใจโดยตรงของประธานาธิบดี ที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญการ ในเรื่องการต่างประเทศใดๆ มาก่อนเลย เคยเป็นแค่นักเซ็งลี้ นักธุรกิจที่ออกไปทางกะล่อน ปลิ้นปล้อนซะอีกต่างหาก 2. เป็นการตัดสินใจลอบฆ่า ลอบโจมตีฝ่ายตรงข้ามในดินแดนที่เป็นกลาง หรือในประเทศอิรักไม่ใช่อิหร่าน อันไม่เพียงแต่เป็นการ “ละเมิดข้อตกลงทางทหาร” ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอิรักเท่านั้น แต่ยังเป็นการแทรกแซงนโยบายพื้นฐานของรัฐบาลอิรัก ที่เคยประกาศย้ำมาโดยตลอด ว่าไม่ต้องการที่จะให้ประเทศใดๆ ก็ตาม อาศัยดินแดนอิรักเป็นฐานเล่นงานประเทศเพื่อนบ้านโดยเด็ดขาด 3. การตัดสินใจดังกล่าวยังอาจขัดแย้ง แปลกแยกกับกฎหมายของอเมริกาอีกซะด้วย เพราะไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดๆก็ตาม เช่น การกล่าวหาว่านายพลอิหร่านรายนี้คิดจะเล่นงานชาวอเมริกันหรือกองทัพอเมริกัน เลยต้องตัดสินใจ “เด็ดหัว” กันซะก่อน แต่ผลจากการกระทำดังกล่าวย่อมอาจก่อให้เกิด “สงคราม” ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่ยาก หรือไม่ต่างไปจาก “การประกาศสงคราม” กับประเทศใดประเทศหนึ่ง อันเป็นสิ่งที่ควรต้องหารือกับ “สภาอเมริกัน” ไว้ก่อนล่วงหน้า... หรือดังที่บรรดาสมาชิกพรรคเดโมแครต อย่าง “นายโจ ไบเดน” (Jo Biden) ผู้เตรียมสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปลายปีนี้ ออกมาเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมยเอาไว้นั่นแหละว่า การตัดสินใจ “ลอบสังหาร” หรือ “ก่อการร้ายข้ามชาติ” ของผู้นำอเมริกันอย่าง “ทรัมป์บ้า” คราวนี้...แทบไม่ต่างอะไรไปจาก “การขว้างระเบิดไดนาไมต์เข้าไปในกล่องวัตถุไวไฟ” และสิ่งที่จะต้องตามมาอยู่แล้วแน่ๆ อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้เลย ก็คือการตอบโต้ แก้แค้น เอาคืน ของรัฐบาลอิหร่าน กองทัพอิหร่าน มวลชนชาวอิหร่านทั่วทั้งประเทศ ตลอดไปจนถึงบรรดาชาวมุสลิม “ชีอะห์” ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่ว่าในเยเมน ซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์ บาห์เรน หรือแม้แต่ในดินแดนแคชเมียร์ของอินเดียและปากีสถาน ที่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้แก้แค้น เอาคืน กับการสูญเสียผู้ที่ถือเป็น “สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของชาวมุสลิมชีอะห์” ในระดับโลกกันเลยทีเดียว ฯลฯ ฯลฯ ผลที่จะต้องต่อเนื่องตามมา หลังจากการตัดสินใจของประธานาธิบดีอเมริกันคราวนี้...ถ้าว่ากันตามสายตาของชาวอเมริกันด้วยกันเอง แถมยังเป็นอดีตผู้อำนวยการ “ซีไอเอ” อีกด้วยต่างหาก คือ “นายไมค์ มอเรลล์” (Mike Morell) ได้สรุปเอาไว้ด้วยคำพูดสั้นๆ แต่ฟังแล้วไม่ว่าชาวอเมริกันรายไหน ก็รายนั้น มีสิทธิขนหัวลุก ขนคอตั้งกันไปเป็นแถบๆ นั่นคือ...“รัฐบาลและประชาชนชาวอเมริกัน คงหนีไม่พ้นต้องจ่ายค่าตอบแทน ที่ออกจะมีราคาแพงเอามากๆ” เพราะการตอบโต้ และแก้แค้นเอาคืนที่ว่านั้น มันคงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศอิหร่านแต่เพียงรายเดียว บรรดาผู้ที่แค้นแทนอิหร่าน แค้นแทน “นายพลสุไลมานี” แค้นแทน “ชาวชีอะห์” ทั้งหลาย ที่มีอยู่ทั่วทั้งตะวันออกกลาง และแทบจะทั่วทั้งโลก ย่อมพร้อมที่จะก่อการใดๆ ขึ้นมาก็ได้ เพื่อตอบโต้กับ “การก่อการร้าย”ของรัฐบาลอเมริกัน และประธานาธิบดีอเมริกันคราวนี้... ดังที่สื่อทางการของจีน อย่าง “Global Times” เขาสรุปไว้ในบทบรรณาธิการนั่นแหละว่า ประธานาธิบดีอเมริกันอาจประเมินความรู้สึกของชาวอิหร่าน หรือชาวชีอะห์ “ต่ำไป” เพราะการประกาศแก้แค้นเอาคืนอย่างชนิดต้องเอาให้เจ็บ ให้แสบ (Harsh Revenge) ให้จงได้ของผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ อย่างท่านอิหม่าน “อาลี คาเมเนอี” นั้น คงไม่ใช่แค่คำพูด คำระบายกันไปเป็นพักๆ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกลึกๆ ระดับลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของบรรดาชาวชีอะห์ทั้งหลาย อีกทั้งบรรดาชาวชีอะห์เหล่านี้ ก็ไม่ได้มีอยู่แต่ในประเทศอิหร่าน หรือเป็นคนส่วนใหญ่ในอิรักเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายไปทั่วทั้งตะวันออกกลาง จนอาจต้องหันไปฟังคำเตือนของรองผู้บัญชาการกองทัพ “IRGC” ของอิหร่าน “นายพลโมฮัมหมัด เรซา นัคดี” (Mohammad Reza Naqdi) ที่ออกมาป่าวประกาศหลังการตายของ “นายพลสุไลมานี” ไว้ทำนองว่า “ขอแจ้งเตือนไปยังบรรดาทหารอเมริกันทั้งหลาย จงรีบถอนตัวออกไปจากโลกมุสลิมทั้งมวลซะแต่เนิ่นๆ ไม่งั้น...ก็รอเก็บศพใส่โลงกลับบ้านได้เลย...” ฯลฯ คือสรุปแล้ว...ไม่ว่าผลที่ตามมามันจะออกมาในรูปไหน แต่อย่างที่ “Global Times” หรือประธานาธิบดี “ฮัสซัน โรฮานี” แห่งอิหร่านได้ว่าไว้ตรงกันนั่นแหละว่า การตัดสินใจสังหารนายพลอิหร่านของประธานาธิบดีอเมริกันคราวนี้ สะท้อนให้เห็นถึง “ความอ่อนแอ” และ “ความล้มเหลว” ของนโยบายต่างประเทศอเมริกาในตะวันออกกลาง ที่ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว นอกจากต้องหันไป “ก่อการร้ายข้ามชาติ” กันแทนที่ โดยไม่ว่าการกระทำเหล่านี้...จะช่วยหันเห เบี่ยงเบน “ปัญหาภายใน” ของตัวเอง อันเนื่องมาจากการถูกถอดถอนโดยสภาฯ หรือการคิดเพิ่มคะแนนเสียง คะแนนนิยม ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบใหม่ก็ตามที แต่บรรดาสิ่งเหล่านี้นอกจากไม่ได้ช่วยให้เกิดการฟื้นสถานะบทบาทของอเมริกาในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังทำให้อเมริกามีแต่จะต้องสูญเสียแทบทุกสิ่งทุกอย่างในภูมิภาคนี้ อย่างมิอาจหวนคืนกลับมาได้เลย... โดย: ทับทิม พญาไท
  15. 1 point
    “ไมเคิล มัวร์” ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชื่อดังชาวอเมริกัน ที่มักฝากผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์การเมืองและสังคมอเมริกัน ได้ทวีตในทวิตเตอร์ถึงกรณีที่ ปธน.ทรัมป์สั่งกองทัพสหรัฐลอบสังหารผู้นำทางการทหารของอิหร่านว่า... “หวัดดี เพื่อนๆชาวอเมริกัน รู้จักผู้ชายในรูปนี้บ้างมั้ย? รู้ป่ะว่าเค้าเป็นศัตรูพวกนาย? ไม่เคยรู้ใช่มั้ย? แต่ตอนนี้พวกนายก็ได้ถูกล้างสมองให้จงเกลียดจงชังผู้ชายคนนี้ ให้รู้สึกยินดีปรีดาที่ “ทรัมป์” ได้ไฟเขียวให้ลอบฆ่าชายคนนี้ แล้วพวกนายก็จะทำตามอย่างเชื่องๆตามที่พวกนี้บอกให้ซ้ายหันขวาหัน ตอนนี้พวกนายก็เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมละกันที่จะต้องส่งลูกชายลูกสาวของพวกนายเข้าสู่สงคราม”
×
×
  • Create New...